บทความ


เลสเบี้ยนและวรรณกรรมของพวกเธอ*



เมื่อปี 1925 เวอร์จิเนีย วูล์ฟ นักเขียนหญิงชาวอังกฤษเคยพรรณาถึงความรักที่มีต่อเพื่อนสาวของเธอ วิตา แซควิลล์ เวสต์ ไว้ในไดอารีของเธอ ซึ่งต่อมาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่

นั่นหมายถึงว่าในปี 1925 วูล์ฟยอมรับว่าตัวเองเป็น "เลสเบี้ยน" ด้วยความรู้สึกชื่นชมในความเป็นอิสระและ ทรงอำนาจ ของตนเอง หลังจากนั้นอีก 3 ปี เธอก็เขียนนวนิยายเรื่อง Orlando ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นหญิง และเธออุทิศหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญแห่งรักแด่วิตา

เรื่องอย่างนี้ไม่เคยปรากฎขึ้นก่อนศตวรรษที่ 20 ก่อนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ของเลสเบี้ยนเงียบกริบ ไม่มีการพูดถึง ไม่มีการแสดงความพึงพอใจ และไม่มีการเขียนถึง ราวกับไม่มีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ ของ วรรณกรรมเลสเบี้ยนพลอยเงียบเหงาไปด้วย

อันที่จริงเรื่องราวของผู้หญิงรักผู้หญิงมีมานานแล้ว แต่ประสบการณ์ของสตรีเหล่านั้นล้วน ถูกปิดบังซ่อนเร้น อยู่เสมอมา แม้ว่าบางครั้ง เราอาจได้ยินเรื่องราวของมิตรภาพแสนหวานระหว่างหญิงกับหญิง หรือเรื่องของผู้หญิง ที่แต่งกาย และทำงานได้ราวกับชาย แต่กลับไม่เคยปรากฎเรื่องของเลสเบี้ยน

ประวัติศาสตร์ของเลสเบี้ยนกับเกย์นั้นแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปแล้ว รักร่วมเพศระหว่างชายกับชายจะถูก มองว่าเป็นเรื่องอันตราย น่าเกลียดชังและผิดกฎหมาย แต่เลสเบี้ยนเป็นเรื่องของสตรีเพศ เมื่อเพศหญิงเป็นเพศ ที่ไร้พลังอำนาจใด ๆในสังคม เรื่องของรักร่วมเพศหญิงจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญไปโดยปริยาย

ความที่กฎเกณฑ์ของสังคม กำหนดให้ชาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือสามี เป็นผู้มอบสถานะให้หญิง ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ระหว่างหญิงด้วยกัน จึงมิได้สั่นสะเทือนอำนาจของเพศชาย เด็กสาวที่เคยร่วมเตียงกันจึงถูกละเลย และเพิกเฉยไปได้ และถูกมองว่านั่นเป็นเพียงช่วงผ่านสั้น ๆก่อนที่เธอจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์

ในศตวรรษที่ 1 กฎหมายของอังกฤษทำให้หญิงเลสเบี้ยนไม่มีตัวตนอยู่จริงในสังคม พระราชบัญญัติเกี่ยวกับ โฮโมเซ็กช่วลในปี 1885 กล่าวถึงแต่"ผู้ชาย"เท่านั้น มิได้รวมผู้หญิงเข้าไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ ระหว่างหญิงกับหญิง ยังมิได้เป็นที่ยอมรับของสังคม แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ในอังกฤษ ผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถ หย่าขาดจากสามีได้ หากคนรักใหม่ของเธอเป็นหญิง

ทว่าขณะที่กฎหมายยังไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของเลสเบี้ยน ในทางการแพทย์กลับยอมรับแล้วนับตั้งแต่ปี 1869 แนวคิดของนักวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ที่มองเห็นเด็กหญิงที่ชอบแต่งกายเหมือนผู้ชาย พูดจาโผงผาง และเป็นที่รักใคร่ ชอบพอของผู้หญิงด้วยกันสภาวะเช่นนี้เป็นความผิดปกติเป็นความเบี่ยงเบน

เลสเบี้ยนในสมัยนั้น นอกจากจะถูกนิยามด้วยคำดังกล่าวแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่าเป็น"ผู้ป่วยทางจิต" เป็นคนบ้า และโหดเหี้ยม วิปริต เป็นฆาตรกรอีกต่างหาก

หลังจากผ่านประวัติศาสตร์มาสองช่วง คือช่วงแห่งความไม่มีตัวตน และช่วงที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้วิปริตผิดปกติ อีกนับร้อยปีต่อมา เรื่องราวของเลสเบี้ยนก็ได้ก้าวสู่ยุคใหม่ จะว่าไปแล้วก็มีเหตุการณ์ ที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ เลสเบี้ยน อยู่ 2 เหตุการณ์คือ

ประการแรก เกิดการปฎิวัติทางเพศ (Sex Revolution) เหตุการณ์นี้อันที่จริงไม่มีผลมากนัก เพราะเซ็กส์ที่ได้รับ การพูดถึงอย่างกว้างขวาง จะเป็นเรื่องเซ็กส์ของชายหญิงเสียมากกว่า แต่ประการที่สองต่างหากที่มีความ สำคัญต่อหัวเลี้ยวหัวต่อของเลสเบี้ยนอย่างยิ่ง นั่นก็คือการเกิดขึ้นของขบวนการเฟมินิสต์ ซึ่งบรรดาเฟมินิสต์นี่เอง ก่อให้เกิดการปฎิวัติเลสเบี้ยนอย่างแท้จริง

ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าเรดิคัลเลสเบี้ยน (Radicallesbian) ได้ออกใบแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในการประชุมที่นิวเยอร์ค เมื่อปี 1970 มีใจความว่า ขบวนการเฟมินิสต์หมายถึงว่าผู้หญิงเริ่มวิเคราะห์เห็นกระบวนการที่พันธนาการ พวกเธอไว้ไม่ให้เป็นอิสระ การเป็นเฟมินิสต์ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องเป็นเลสเบี้ยน แต่เลสเบี้ยนส่วนมาก มักจะเป็นเฟมินิสต์ เนื่องเพราะตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เลสเบี้ยนกบฎต่อเพศชายและพึ่งตัวเองมาตั้งแต่ขบวนการ เฟมินิสต์ยังไม่เกิดขึ้นเสียอีก

นับตั้งแต่ยุคกลางจนถึงศตวรรษที่19 เลสเบี้ยนมิได้สร้างความปริวิตกให้กับสังคมมากนัก แต่สิ่งที่สั่นสะเทือนอำนาจ ในสมัยนั้นเป็นเพราะผู้ชายที่เคยเป็นใหญ่เริ่มไม่ปลอดภัยต่ออำนาจของตัวเอง พวกเขาเกรงว่าผู้หญิงจะแต่งตัว เป็นชาย ทำงานที่ผู้ชายทำ หาเงินได้อย่างที่ผู้ชายหาและมีสถานะทางสังคมที่ดีกว่าผู้ชาย และในที่สุดก็จะแต่งงาน กับผู้หญิงได้

ผู้หญิงพวกนี้เองที่ต่อสู้และถูกต่อต้านมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้การดำรงอยู่ของเลสเบี้ยนจึงมีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองของผู้หญิง

หลังจากเลสเบี้ยนต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเงียบ ต่อด้วยช่วงเวลาแห่งการใส่ร้ายป้ายสีและต่อต้าน งานวรรณกรรม ของพวกเธอจึงไม่ปรากฎอย่างต่อเนื่องนัก ตัวละครหญิงเลสเบี้ยนในวรรณกรรมยุคต้น ๆจึงมีคาแร็คเตอร์หลัก ๆ อยู่เพียง 2 แบบ

แบบแรกนั้นเป็นคาแร็คเตอร์ที่ปรากฎโฉมออกมาในช่วงที่ "เลสเบี้ยนตัวจริง"ยังเก็บตัวเงียบ แต่คาแร็คเตอร์น ี้ก็ยังมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในหนังสือและภาพยนตร์จนทุกวันนี้ นั่นก็คือฉากร่วมเพศของหญิงกับหญิงในลักษณะที่ยั่วยุ กามารมณ์ ซึ่งปรากฎอยู่ในงานเขียนยุคสิบเก้าหลายชิ้น ต่อมาก็ปรากฎในวรรณกรรม หนังโป๊ และนิตยสารโป๊

ภาพของเลสเบี้ยนเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึความปรกติ ความน่าปรารถนา และความเป็นจริงที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น ได้ของเพศรสระหว่างเพศ เซ็กส์ของเลสเบี้ยนมักเป็นเซ็กส์ที่ล้มเหลวไม่น่าพึงพอใจ มีประโยชน์เพียงแค่เร้าอารมณ์ คู่รักก่อน ที่ฮีโร่ตัวจริงจะปรากฎตัวออกมาปฎิบัติภารกิจให้ลุล่วงเท่านั้นเอง

ส่วนงานเขียนของเลสเบี้ยนที่แท้จริง ยากที่จะหาพบและเอ่ยชื่ออกมาได้ในช่วงศตวรรษที่ 19 เพราะวรรณกรรม เลสเบี้ยนที่มีชื่อเสียงมักเป็นงานวิชาการที่เขียนขึ้นโดยคนโสด หรือนักวิชาการที่ใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้หญิงด้วยกันเป็นตุ๊กตาในการกล่าวถึงการเมืองของผู้หญิงเท่านั้น

วรรณกรรมเลสเบี้ยนที่โดดเด่นมากในช่วงนี้ก็คือ บทกวีและจดหมายของอิมิลี ดิคเคนสัน ที่เขียนถึงซู กิลเบิร์ต และVillette ของชาร์ล็อตต์ บรองเตซึ่งมีฉากผู้หญิงเปลี่ยนเสื้อผ้าสลับกัน แม้กระทั่งเรื่อง Romala ของจอร์จ อีเลียต ที่มีฉากภรรยาและนายหญิงเดินออกไปด้วยกันในยามดวงอาทิตย์ตก

หนังสือ The Penguin Book of Lesbian Short Stories ของสำนักพิมพ์เพนกวิน ซึ่งมีมาร์กาเร็ต เรย์โนลด์ส เป็นบรรณาธิการ ได้รวบรวมเรื่องสั้นแนวเลสเบี้ยนไว้ทั้งหมด 32 เรื่อง มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็น วรรรณกรรม ในช่วงศตวรรษที่ 1 ซึ่งก็คือเรื่อง Martha's Lady ของซาร่าห์ ออร์น เจเวตต์ ตีพิมพ์ในปี 1897 เป็นเรื่องราว ความรักของหญิงสองคน เช่นเดียวกับชีวิตจริงของเจเวตต์เองที่อยู่กินกับเพื่อนสาวของเธอนานนับ 40 ปี

ส่วนเรื่องอื่นๆในหนังสือเล่มนี้ เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนภาพของเลสเบี้ยนในยุคศตวรรษที่ 20ทั้งหมด เรื่อง Prince Charming ของเรอเน วิเวียน มีฉากอันงดงามอยู่ในประเทศฮังการี กล่าวถึงความรักของสตรีสองคนที่มั่นคง อยู่ได้แม้ระยะทางจะห่างไกล มีการเปิดเรื่องโดยใช้วิธีพรรณาแบบนักเล่านิทาน

เช่นเดียวกับวิธีที่ ไอแซค ไดนิเซน ใช้ในThe Blank Page เธอดำเนินเรื่องโดยให้หญิงชรา คนหนึ่งเป็นนักเล่าเรื่อง ข้างถนน ส่วนเนื้อหาที่หญิงชราผู้นั้นเล่า เป็นเรื่องราวที่มีอิทธิพลมากในขบวนการเฟมินิสต์ ดังเช่นที่ ซูซาน กูบาร์ นักวิจารณ์วรรณกรรมผู้หญิงกล่าวว่า "หน้ากระดาษที่ว่างเปล่า" ก็เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์ ของสตรีเพศ ที่ไม่เคยมีผู้มองเห็นการดำรงอยู่จริงของเลสเบี้ยน เฉกเช่นเดียวกับเจ้าหญิง ที่ผ้าปูที่นอนของเธอขาว สะอาดในวันแต่งงาน มีแต่ผู้หญิงด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่น หญิงรับใช้รอบกายเธอเท่านั้น ที่รู้ว่าทำไมไม่มีเลือด พรหมจารีย์เปื้อนผ้าลินินของเธอ

เรื่องสั้นช่วงแรกๆที่รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของทฤษฏี Sexologistที่ให้ภาพของเลสเบี้ยน เป็นบุคคล วิปริตผิดปกติ เรื่อง "Leves Amores" ของแคเธอรีน แมนฟิลด์ นักเขียนสตรีที่มีประสบการณ ์ไบเซ็กช่วล ก็แสดงให้เห็นความขัดแย้งในจิตใจของผู้ที่เกิดความรู้สึกรักใคร่ชอบพอผู้หญิงด้วยกัน

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของวรรณกรรมอย่างชัดเจนที่สุด คงจะเป็น แรดคลีฟเฟอ ฮอล ตัวละครเอกในเรื่อง Miss Ogilvy Finds Herself มิสโอกิลวี่ของเธอต้องประสบกับชีวิตอันไม่ลงตัวและเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยว เมื่อเธอพยายาม ปฏิเสธธรรมชาติอันเป็นผู้ชายของตัวเอง

หลายเล่มในหนังสือเล่มนี้ แม้จะมิได้ถูกตราหน้าว่าเข้าขั้นลามกอนาจาร แต่เราก็จะพบว่านักเขียนหลายคนแสดง ความทุกข์ทรมานต่อมุมมองของคนภายนอกที่มองรักร่วมเพศเป็นความผิดปกติและบกพร่อง ในเรื่อง Olivia ของโดโรธี สตราชเชย์ ตัวเอกของเรื่องพยายามจะเปลี่ยนภาพจินตนาการทางเพศ กับเพื่อนสาวร่วมโรงเรียน ให้เป็นการร่วมเพศกับผู้ชายแทน

และในเรื่อง CitiesoftheInterior ของอนาอิส นิน คู่รักสาวสองคน ดจูนากับลิเลียน พยายามเหนี่ยวรั้งตัวเอง ไว้ไม่ให้โผเข้าหากัน เนื่องจากถูกครอบงำไว้ด้วยกฎเกณ์ของสังคมที่ว่าด้วยความถูกต้องดีงามของรักต่างเพศ

แต่ในขณะที่นักเขียนอเมริกันรู้สึกผิดและทุกข์ทรมาน นักเขียนในกลุ่มปารีสช่วงปี 1920-1930 กลับเป็นอิสระ และมั่นใจในการเขียนหนังสือมากกว่า เรอเน่ วิเวียน,ดจูนา บาร์นส์,เอ็ช.ดี.,และโดยเฉพาะเกอร์ทรูด สไตน์ ล้วนเป็นนักเขียนหญิงอเมริกันที่อพยพออกนอกประเทศ ลี้ภัยออกจากระเบียบแบบแผนของสังคมเดิม และชีวิตคู่ของหญิงชาย เพื่อใฝ่หาสังคมที่เสรีมากกว่า

พวกเธอเหล่านี้มองเห็นตัวเองในฐานะของสตรีผู้แตกต่าง และตั้งใจค้นหารูปแบบของการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม สำหรับผู้หญิงที่แข็งแกร่งอย่างพวกเธอ เรื่อง Women of the Lefl Bank ของชารี เบนสต็อคเป็นตัวแทน ของผู้หญิงกลุ่มนี้ได้ดี

งานเขียนของนักเขียนกลุ่มปารีสเหล่านี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวรรณกรรมเลสเบี้ยน ซึ่งนำหน้าขบวนการ เฟมินิสต์อยู่หลายก้าว

เรื่อง Miss Furr and Miss Skeene ของเกอร์ทรูด สไตน์ เผยให้เห็นชีวิตคู่ของหญิงเลสเบี้ยนได้อย่างแหลมคม ในขณะที่ Ladies Almanack ของดจูนา บาร์นส์ มีลักษณะเสียดเย้ยให้ขบขันอยู่ในที ส่วน The Wise Sappo ของ ดี.เอ็ช. ก็สะท้อนให้เห็นความตระหนักในตัวตนของเลสเบี้ยนสมัยใหม่อย่างชัดเจน

ในขณะที่กลุ่มปารีสส่งอิทธิพลต่ออิสระเสรีของผู้หญิงในระดับปัจเจกบุคคล ก็เห็นได้ชัดว่าเสรีภาพของสตรี ที่แผ่ขยายขึ้น ในวงกว้างหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็ช่วยให้พัฒนาการของวรรณกรรมเลสเบี้ยนเติบโตขึ้น เช่นกัน ใน Miss Ogilvy Finds Herself ของแรดคลีฟเฟอ ฮอล สะท้อนภาพนี้ไว้ชัดเจน เมื่อมิสโอกิลวี่ได้งาน ประจำรถพยาบาลในฝรั่งเศส แต่เธอก็ต้องสูยเสียงานแบบ"เพศชาย"ของเธอไปเมื่อสงครามสงบ และต้องกลับบ้าน ไปดูแล น้องสาวและทำสวนเหมือนเดิม

เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงมากมายถูกผลักให้เข้าทำงาน ที่ต้องแบกรับภาระ รับผิดชอบหนักหน่วง และถุกผลักกลับคืนสู่ชีวิตในรั้วบ้านตามเดิมหลังสงครามสงบ ด้วยการแบ่งแยกบทบาท ระหว่างเพศ ที่ยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในช่วงปี 1950-1960 ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในหมู่เลสเบี้ยนที่ต้องพูดถึงก็คือ การแบ่งแยกให้ชัดเจนว่า ใครจะเล่นเป็น"ชาย" และใครจะเล่นเป็น"หญิง" ในเรื่อง I am a Women ของแอนน์ แบนนอน สะท้อนภาพนี้ไว้ โดยให้บีโบ บริงเคอร์ ตัวเอกของเธอตัดสินใจว่าจะเป็นชาย

โจน เนสเทล สะท้อนเรื่องนี้ไว้เช่นกันใน Esther's Story ตัวละครของเธอรู้สึกอับอาย แต่ขณะเดียวกันก็ภาคภูม ิใจในความเป็นหญิงหรือชายของผู้หญิง พร้อมๆไปกับต่อต้านกฎเกณฑ์ของการมีความรักระหว่างเพศไปด้วย แม้แต่เรื่อง Don't Explain ของเจเวลล์ โกเมซ ก็แสดงความเชื่อมั่นในพลังแห่งเพศชาย

ในขณะที่านเขียนในช่วงปี 1980-1990 เป็นต้นมา อย่างงานของเมอร์ริล มัชรูม กลับมีท่าทีเสียดสีและเห็น เป็นเรื่องตลก ที่ผู้หญิงต้องซีเรียสในการแบ่งบทบาทของเพศมากมายขนาดนั้น

ความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติครั้งใหญ่ในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์ของเลสเบี้ยนเอง และการรับรู้ ของสาธารณชนอย่างมากมาย ทำให้นักเขียนหลายคนเริ่มตื่นเต้นไปกับการทดลอง ประสบการณ์ใหม่ๆของ ชีวิตอันอิสระเสรี และมีโอกาสได้ถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นลงในงานเขียนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่เนื้อหาและรูปแบบ

เช่นงานของนักเขียนหลายคนอย่าง โมนิค วิตวิก และ นิโคล บรอสซาร์ด มีลักษณะคล้ายงานของกลุ่มปารีส คือผสมผสานงานเขียนแบบฟิคชั่นเข้ากับงานเขียนเชิงทฤษฏีเข้าด้วยกัน หลายคนทำงานด้านการเมืองของ เฟมินิสต์ผสมผสานกับประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นแนวโน้นของผู้หญิงระดับสากลได้ ซึ่งนี่เป็นลักษณะอันโดดเด่นของวรรณกรรมเลสเบี้ยน-เฟมินิสต์ในช่วงปี 1970-180

อย่างไรก็ตามยังมีความไม่สมานฉันท์ระหว่างเลสเบี้ยน-เฟมินิสต์ กับเฟมินิสต์ที่รักและแต่งงานกับผู้ชาย เดิมทีกลุ่มเลสเบี้ยนเชื่อว่าเธอไม่สามารถสร้างสะพานสายรุ้งเชื่อมตนเองกับผู้หญิงชอบผู้ชาย ผู้ซึ่งสมรู้ร่วมคิด กับศัตรูได้เป็นอันขาด แต่ในแง่ของงานนักเขียนหญิงที่มิได้เป็นเลสเบี้ยนก็ใช้สถานการณ์ เลสเบี้ยนในงาน เขียนของพวกเธอเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ด้านสิทธิสตรีอยู่บ่อย ๆ เช่นในเรื่อง Cold Blooded ของมาร์กาเร็ต แอตวู้ด ที่พูดถึงปัญหาทางการเมืองและความแปลกแยก และการดำรงอยู่โดยอิสระของผู้หญิง
ทั่วโลก โดยมิได้แตะต้องเรื่องเซ็กส์เลยก็ตาม

ในขณะที่นักเขียนเลสเบี้ยนอย่างเจน รูลเขียนเรื่อง His Nor Hers เป็นการปฎิเสธและลงโทษเลสเบี้ยน ที่แต่งงานกับผู้ชาย โดยถือว่าผู้หญิงคนนั้นทรยศต่อผู้หญิงที่เธออ้างว่ารักนักหนา เธอจึงให้ตัวละครที่ประพฤติ
เช่นนั้นสูญเสียทุกอย่าง ทั้งสามีและคนรักในตอนจบของเรื่อง

แต่มิใช่วรรรกรรมเลสเบี้ยนจะมีแต่ด้านที่เคร่งเครียดจริงจัง งานเขียนหลายชิ้นของเลสเบี้ยนก็รู้จักล้อเลียน และหัวเราะตัวเอง ทั้ง เมอร์ริล มัชรูม,โดโรธี อัลลิสัน,และฟรานเซส แกปเปอร์ ก็มีสไตล์ที่ล้อเลียนด้วยกันทั้งนั้น

โดยภาพรวมของเรื่องสั้นในเล่มนี้ เป็นงานเชิงทดลองเกือบทั้งหมด เป็นงานเขียนแนวโมเดิร์นนิสต์ ของผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็น"คนนอก" (ทั้งในฐานะผู้หญิงลเลสเบี้ยน,ชาวต่างชาติ รวามทั้งคนที่ไม่ได้รับการ ยอมรับให้เข้าอยู่ใน"แวดวงวรรณกรรม" ส่วนมากพวกเธอจะทำลายล้างกรอบเกณฑ์เก่า ๆของวรรณกรรม ลงจนเกือบหมดสิ้น

ดังนั้น หากจะถามว่าวรรณกรรมเลสเบี้ยนเป็นอย่างไร คงตอบได้พื้นๆว่า เป็นงานที่เขียนขึ้นเพื่อสะท้อน ให้เห็น ประสบการณ์เลสเบี้ยนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้จะดำรงอยู่ในพล็อตเรื่อง ชื่อเรื่องและทฤษฏี โดยที่นักเขียนอาจจะไม่เคยจูบผู้หญิงด้วยกันเลยแม้สักครั้ง หรือต่อให้เธอเคย เธออาจไม่เรียกตัวเองว่า เป็นเลสเบี้ยนก็ได้

นักเขียนหลายคนที่มีงานเขียนอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นเลสเบี้ยน แต่หลายคนก็เป็นรักต่างเพศ และบางคนอาจจะ เรียกตัวเอง ว่าไบเซ็กช่วล แต่ไม่ว่าใครจะเรียกพวกเธอว่าอย่างไร มันจะมีความหมายอะไรเล่า

อันตรายประการหนึ่งในการวิจารณ์วรรณกรรมเลสเบี้ยนร่วมสมัย นั่นก็คือ โปรดอย่าได้คิดว่านักเขียน ที่เขียนเรื่องเลสเบี้ยนจะต้องมีรสนิยมรักเพศเดียวกันเสมอไป ใครก็ตามที่เขียนเรื่องเลสเบี้ยน นักเขียนผู้นั้น อาจจะไม่ได้เป็นเลสเบี้ยนก็ได้

เพราะพวกเธอถือว่า ขบวนการเลสเบี้ยนนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆกันกับขบวนการเรียกร้อง สิทธิสตรี ของผู้หญิงทั่วโลก.

*บทความนี้เขียนไว้เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน โดยนักเขียน/นักแปลที่สนใจประเด็นผู้หญิง