putty : มีผู้ชายล้อ ให้ไปตายและเกิดใหม่จะ ได้มีกระจู๋เหมือนเค้า

putty

 

เล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟังหน่อยค่ะ
ชีวิตเหรอ ไม่อยากพูดถึง มันเป็นประสบการณ์ทั้งทางบวกและลบนะ ถ้าไม่อึดพอคงไม่เป็นตัวตนได้ ทุกวันนี้นะพี่…เค้าเป็นเด็กกำพร้าแต่เกิด พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน จากคำบอกเล่าของ ผู้ใหญ่เลี้ยง ดูมาบอกเล่า ว่าพ่อเป็นคนเจ้าชู้ ไม่เอาไหน มีหลายบ้าน แต่พ่อแม่เราทั้งคู่รักกัน..คนที่เลี้ยงดูเราบอกว่า พ่อของเราไม่ใช่คนดีเท่าไหร่ ไม่มีความรับผิดชอบ ครอบครัวทางแม่ไม่ได้พูดถึงพ่อ ก็ไม่ได้ติดต่อกัน เราไม่เคยมีที่อยู่หรือรู้จักญาติข้างพ่อเลยแม้แต่คนเดียว …

แม่เสียชีวิตตั้งแต่เราเกิด มีโรคประจำตัว แต่อยากมีเรามากๆ น้องของแม่เล่าให้ฟัง ครอบครัวส่วนใหญ่ รับราชการและค้าขาย พอมีกินมีใช้ปานกลาง แต่ทุกๆ คนไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกัน ไม่ค่อยสนิทสนมกัน เลี้ยงดูกันแบบใครว่างก็เลี้ยงเราไป เข้มงวดในเรื่องบางเรื่องเกินไป เช่นมารยาทการกิน พูด เดิน แต่เรื่อง อื่นที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเรากลับละเลย ใช้วิธีอบรมสั่งสอนด้วยคำพูดที่รุนแรงเมื่อเราดื้อ และชอบใช้ กำลังเมื่อเราเริ่มไม่เชื่อฟัง แต่ละคนบอกว่าเราไม่ใช่ลูก ดีเท่าไหร่ที่เลี้ยงไว้ (ฟังแล้วดูรุนแรง ตั้งแต่ตัวเล็กๆ )

สิ่งที่สัมผัสได้ ณ ตอนนั้นคือ ขาดความอบอุ่น การโอบกอด หรือความรักจากครอบครัว การรับฟังเหตุผล รู้สึกขาดที่พึ่งทางใจ กดดัน เหมือนเกิดมาทำไมนะเรา ให้ใครๆ ในบ้านเค้ารำคาญ บางคนพูดว่าเราทำให้ แม่ตาย ถ้าไม่มีเราแม่ยังมีชีวิตอยู่ พอโตมาหน่อย 8-9 ขวบ อะไรๆ เค้าจะเลือกปฏิบัติต่อลูกหลานผู้ชาย ในบ้านดีกว่า เอาใจใส่พูดจาอ่อนโยน รับฟังทุกเรื่องและโอบกอด ต่างจากเราที่เป็นผู้หญิง คนเดียวใน รุ่นนั้น

ก็แอบร้องไห้ คิดมาก อยู่คนเดียวเสมอๆ เพราะในรุ่นๆ ที่กำลังโตพร้อมๆ เรา เค้าเป็นหลานชาย ลูกชาย ทั้งนั้น มีผู้หญิงน้อยมาก ไม่ได้เลี้ยงและเล่นอยู่ด้วยกันเลย ไม่เกิดความสนิทสนม

ตอนประถมที่บ้านจะพอใจ และดีใจเมื่อหลาน-ลูกชาย กลับมาเอาการบ้านมาอวด หรือมีกิจกรรมดีๆ ทำที่โรงเรียน… มีแต่คนอยากไปเป็นผู้ปกครองที่โรงเรียน ตรงกันข้าม ถ้าเรามีอะไรมาให้อ่าน จากโรงเรียน จะเฉยๆ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจเลย วันที่ต้องเชิญผู้ปกครอง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ค่อยมีใคร อยากไป สมุดพกวัยเรียน จะเกี่ยงกันเขียน ถ้าเขียน ก็แบบสะใจเค้ามากไม่เคยชมมีแต่ต่อว่า เพื่อรายงาน ครูประจำชั้นว่าให้เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ ให้เห็นว่าเรามีปัญหาไปเลย ดื้อด้าน ไม่เชื่อฟัง และเกเร ให้ครูลงโทษได้ทันที ไม่ต้องเชิญผู้ปกครอง เพราะชี้เกียจไป ไม่มีเวลา…(แอบอ่านก่อนไปให้ครู..) เราเสียใจมากๆ แบบข้าวปลากินไม่ลง เบื่อพวกเค้ามากๆ

โตมาหน่อย ตอน 17-18 ปี ก็เริ่มช่วยเหลืองานในครอบครัวเยอะมากขึ้นก็ทำหนักบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่ค่อย มีเวลาส่วนตัว ลูกหลานคนในบ้านจะชอบยุ่งย้ามของใช้ส่วนตัวเรา เราเองไม่พอใจ พูดก็ไม่ได้ พอพูดเค้า ก็หาเรื่องทุบตีกัน มีบ้างครั้ง ยืนดีๆกระเด็นไปเลยก็มี บางก็พูดทำร้ายความรู้สึกประจำ ประมาณว่า ดีกว่า หมาเฝ้าบ้านหน่อยนึง เป็นการกระทำโดยญาติๆที่เป็นผู้ชายซะส่วนมาก ที่โตกว่า คืออารมณ์ไม่ดี ไม่รู้ลงที่ใคร ลงที่เรานี่ละ สู้อะไรก็ไม่ได้

โดนแบบนี้ตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มชอบมองผู้หญิงที่โตกว่าอ่อนโยน ยิ้มง่าย พูดเพราะ ที่โรงเรียน ในห้องเรียนส่วนมากผู้หญิงล้วน หรือไม่ก็ที่เด็กผู้ชายไม่มาก วิชาไหน ครูผู้หญิงน่ารัก ใจดีสอนจะตั้งใจเรียนมากๆ และชอบเล่นกีฬาแบบบ้าพลัง เหมือนติดความรุนแรงจากที่บ้านมาปะปราย อีกอย่างจะได้กลับบ้านไป ไม่ต้องทนฟังคำพูดไม่ดีๆ มาก ก็หลับสนิทดี เหมือนเก็บความโมโหโกรธ คนที่บ้านมาออกแรงกับเพื่อน เล่นสู้กัน จะใส่กางเกงขาสั้นซ้อนในกระโปรงนักเรียน เล่นกระโดดเตะ ต่อย วิ่งแข่ง ว่ายน้ำ ตีปิงปอง โดดตบหัวเพื่อนและวิ่งหนี สะใจ ปีนต้นไม้ ซนเหมือนเด็กผู้ชาย อยากให้เพื่อนยอมรับเข้าแก๊งค์และเล่นด้วย

ช่วงปิดเทอมจะได้ใช้ชีวิตที่ ต่างจังหวัดบ้าง ก็เล่นตามแบบฉบับเด็กผู้ชายบ้านๆเลย เพราะรุ่นๆ กัน มีแต่พวกผู้ชาย เค้าชวนไปจีบสาวก็ไป ส่วนมากก็ใช้ให้เราไปแซวด้วย กินน้ำปั่นในตลาดโต้รุ่ง ขี่จักรยาน แข่งกัน ว่ายน้ำแข่งกัน ตกปลาแข่งกัน ยิงหนังสติ๊ก เล่นทหารยิงปืนกัน ลงคูคลองลอกปลาดุกกัน ปีนต้น มะม่วง กระโดดบ่อน้ำ เอาไม้ยาวๆ มัดประทัดยัดรังมดแดงและจุดวิ่งหนีกัน ลงตุ่มอาบน้ำ เล่นแบบ ซนๆ อันนี้โดนไม้เรียวรู้ว่าผิดเพราะเล่นแผลงๆ จะโดนเพราะเราเป็นผู้หญิง แต่ดันไปเล่นแปลก ตามเค้า ก็ให้นั่งดูแล้ว จะสนุกอะไร๊ เน๊อะพี่ว่าไหม..

ตอนนั้น ทั้งบ้านเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียว จะมีก็เด็กข้างบ้าน อ่อนกว่าเราเยอะ เราจะเข้าวัยรุ่นแล้ว พวกน้องๆ ผู้หญิงยัง 4-5 ขวบอยู่เลย เล่นอะไรล่ะ เล่นกับลูกเค้าแรงก็โดนแม่เค้าตีแน่ โตมาแบบอึดๆ หัวแข็ง ทำความเข้าใจอะไรเองตลอด เพราะเค้าจะสอนด้วยฝ่ามือ อวัยวะต่ำกว่าหัวเข่า ไม้แขวนเสื้อ และไม้อื่นๆ ที่พอคว้ามาหวาดได้ใกล้ๆ มือตอนนั้น หนักสุดคืองดมื้อเย็น ทำอะไรเป็นผิดหู ผิดตาไปหมด เหมือนสอนให้เราต้องอึดอดทน เหมือนต้องแมนแต่เล็กๆ ทางออกก็คือหายหัวออกจากบ้าน ไปอาศัยเพื่อน 1 อาทิตย์แล้วกลับมาแบบเงียบๆ

ตอนนั้นอายุ 12-13 นะ เริ่มไม่ทน….เรื่องมีแรงต่อต้าน… อีกอย่างผู้ใหญ่ผู้หญิงบางคนทนเห็นโดน ตีแรงๆไม่ไหวก็บอกว่าไปพักบ้านเพื่อนสักพักนะ หายฝกช้ำดำเขียว แล้วเค้าอารมณ์เย็น ค่อยกลับเข้า บ้าน….(นะ…คนเรามีบ้านแต่ขาดที่พึ่ง)

มีบ้างที่พูดบอกเค้าไป ว่าถ้าทำอะไรแรงๆ อีกจะร้องไห้ ให้อายข้างบ้าน ถ้ายิ่งฟาดหรือตบตีก็จะ ไปบอกคนอื่น พวกเค้าก็หยุดทำแบบนั้นกับเราไปเพราะอายข้างบ้าน เราเอง วิ่งหนีออกนอกบ้านให้ทัน และก็อีก 3-4 วันกลับเข้าไป สาเหตุก็แค่ยืนเถียงประโยค 2 ประโยค มองหน้าเค้า ก็เกิดบันดาลโทสะทุกที

ได้หลุดตรงนั้นมาเมื่อออกจาก รร.ตอนปวช ปี2 เพราะไม่ทน ไม่ขอเรียนต่อก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนั้นคิดแบบนี้ เค้าก็ไม่อยากจะส่งให้เรียนสักเท่าไหร่ ก็เริ่มติดเพื่อนเริ่มมีแฟนคนแรก คิดหาเงินเรียน การศึกษานอก รร.สอบเทียบก็ได้ ทำงานโต๊ะสนุ๊ก ตั้งลูก เสริฟเหล้า ล้างแก้ว เช่าห้องอยู่กับเพื่อนและแฟน ผู้หญิงคนแรกในตอนนั้น ไปๆ มาๆ บ้านแฟนบ้าง ทางบ้านคิดว่าเราติดยาเสพติด ติดเหล้า การพนันครบ เพราะโทรหรือติดต่อทางบ้านทีไรเจอ ต่อว่าสาดเสียเทเสียแบบนี้ทุกทีไป

มีบ้างนะพี่เรื่องของมึนเมาอ่ะ วัยกำลังเรียนรู้ ก็หัดกิน คลุกคลีคนกลางคืนตรงนั้น ส่วนยาก็เห็นแต่ไม่ยุ่ง ไม่ชอบ การพนันก็ไม่ชอบ เพราะคนที่เลี้ยงมา(คุณยาย)ขอไว้ จากนั้นก็เปลี่ยนงานและที่อยู่มาเรื่อย เมื่อเปลี่ยนแฟน มาจนปัจจุบัน เดือน -2 เดือน ไปที่บ้านบ้าง แต่ไม่ได้อยู่ เข้าไปแค่เยี่ยมคนแก่ที่ถามถึง เราบ้างเท่านั้น

รู้สึกชีวิตเหมือนนิยายบ้านทรายทองเลยนะคะ ตลกเนอะพี่ ชีวิตคน จริงๆเลือกเกิดได้ที่ไหนกัน แต่เลือกที่จะเป็นคนในแบบไหนได้ ถ้าใครเกิดมาอยู่ในสภาวะแบบนี้จริงๆจะรู้..พอผ่านตรงนั้นมาได้ ความเป็นคนที่มีคุณค่า เราเองเท่านั้นที่จะรู้สึก และสัมผัสได้นะ ต้องใช้ความอดและทน แค่ไหน..ที่ประคอง ชีวิตมา โดยลำพัง..ต่อสู้แม้กระทั่งคนใกล้ตัว

ทำให้อยากใกล้ชิดกับผู้หญิงมากกว่า
รู้สึกชอบมองผู้หญิงที่อารมณ์ดี จะแอบมองเค้า ตอนนั้นเราเอง ประมาณ 7- 8 ขวบ ถ้าแบบกล้าเดินเข้าไป บอกหรือเขียนจดหมายบอกว่าชอบนะ ก็ ม.2-3 และมีแฟนผู้หญิงครั้งแรก ปวช.ปี 1-2 อายุ 16-17 ปี จะออกมาอยู่ด้วยกัน เพราะทางบ้านเราก็รับไม่ได้ ตอนแรกเข้าไปอยู่บ้านเค้า แต่พ่อเค้าก็ดูต้อนรับ เหมือนกัน และก็ออกมาเช่าหออยู่ด้วยกันข้างนอก

โห…แปลกมากเลย ที่พ่อเค้ายอมรับ รู้มั้ยว่าทำไม
ลูกสาวเค้าก็ขาดแม่ ตั้งแต่เล็กๆเหมือนกัน พ่อเค้าเองก็ ไม่ค่อยใกล้ชิดลูกเค้านะ คือเลี้ยงแบบปล่อยๆ เราเองเคยได้ยินป้าของแฟนบอกว่า พ่อเค้าคิดว่าคงเล่นๆ โตขึ้นคงเบื่อและหายกันไปเอง..(พูดเหมือน เราเป็นของเล่นกัน)

เมื่อรู้แล้วว่าเราไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ในตอนนั้นเป็นยังไงคะ
คิดว่าเราเองผิดปกติไหม กลัวไม่มีเพื่อน แต่ก็เล่นได้ทั้งเพื่อนชาย หญิง และเริ่มไม่ชอบให้เพื่อนผู้ชายมอง หน้าอก ตอนนั้นเริ่มมี และท่าทางจะใหญ่ มีสะโพกแล้ว สรีระเริ่มเป็นสาว ก็ยังชอบใส่กางเกงบอล หรือ ขาสั้นไว้ในเครื่องแบบ นศ. เหมือนเดิม ดึงเสื้อออกมาเยอะๆ ใส่เข็มขัดหลวมๆ อาจารย์จะเรียกไอ้ทอมๆ เริ่มซอยผม หัดพูดฮะๆ เริ่มมี สาวๆ กรี๊ด เล่นกีฬา ดนตรี ทำกองเชียร์ บ้ากิจกรรมมากๆ เพราะสาวเยอะ เรียนห้องผู้หญิงล้วนๆ มี เพื่อนผู้ชายก็ห้องข้างๆ อาจารย์เรียกไอ้ทอม กิจกรรมเด่น ก็จะเฉยๆ แต่อาจารย์ ผู้หญิงจะดีด้วย ไม่เคยพูดให้เสียน้ำใจ

มีบ้างที่อึดอัดเวลาเพื่อนผู้หญิงเปลี่ยนเสื้อกีฬาให้ห้องเรียน เราจะโดนไล่ ไปยืนข้างนอกกะพวกเพื่อนทอม ข้างแผนกเพราะเค้าว่าเราจะออกทะลึ่งเหมือนเด็กผู้ชาย ก็เริ่มใส่ สเตย์แผ่น รัดหน้าอกด้วย มีผู้ชายล้อ ให้ไปตายและเกิดใหม่จะได้มีกระจู๋เหมือนเค้า และพูดส่อเสียดต่างๆ นานา ทอมๆ ตุ๊ด กะเทย มีจิ๋มดีๆ ไม่ชอบอยากเป็นผู้ชาย มะ ให้พี่แทงซักที จะได้พี่คะพี่ขา ไหมน้อง ดีกว่าตีฉิ่งนะ…

ตอนนั้นคนพูด ไม่ถึงนาทีต้องรีบวิ่งหนี เพราะเรายกเก้าอี้ทุ่มใส่หัว และตามด้วยคัตเตอร์จะเฉาะปากมอมๆ ของเค้า ก็ด่ากลับว่า เอาจิ๋มคุณแม่เธอมาตีหรือไง…ถึงปากมอมขนาดนี้ ก็เลยรู้กันไป ว่าไอ้ทอมนี่แซวไม่ได้ มันเล่นคืน ตอนนั้นออกดุเดือด เลือดตก แต่พอออกจากวิทยาลัยฯมา ถ้าใครแซวก็แค่มองหน้า แวบนึง ดูว่าคนพูดตัวโตมากไหม เห็นข่าวว่าผู้ชายปากมอม ชอบรุมโทรมทอมปากเก่ง ก็ดูก่อนไง ถ้าตัวพอๆ กัน ก็จะทำปากเบะใส่แล้วบอกว่าถ้ากะเทย ทอมครองเมืองล่ะคอยดู เหอะๆ มีลูกเป็นดี้เมื่อไหร่จะหัวเราะให้ฟัน ร่วงเลยแล้วเดินหนี ถ้าเจอคนตัวโตๆ หรือหน้าเถื่อนๆ แซว ก็จะมองหัวจรดเท้า และก็เดินผ่าน อิจฉา ตรูละซิเป็นไม่ได้อย่างตรูนิ ไม่มีปัญญาควงผู้หญิงน่ารักๆ หุหุ

ทำไมเค้ามีลูกเป็นดี้เราจะต้องหัวเราะให้ฟันร่วง
ก็มันน่าขำไหมละพี่ ถ้าคนพวกนี้รังเกียจทอมดี้ เลสเบี้ยน แล้วลูกสาวเค้าเป็นซะเอง ประมาณเกลียด เราแต่ดัน เข้าตัวเค้าเอง..คงจะจุก อกคนที่พูดและชอบดูถูกเลสเบี้ยน อย่างพวกเราละหน้าดู555555555+

เพื่อนๆ รู้มั้ยว่าเราชอบผู้หญิงเหมือนกัน
รู้ และก็ไม่เห็นด้วย พวกเพื่อนผู้หญิงที่มีแฟนเป็นชาย เค้าบอกว่าของแท้ๆ ดีกว่า รักแบบเราไม่ยั่งยืน พยายามบอกเค้าว่าเราเหม็นกลิ่นตัวผู้ชาย นั่งใกล้ๆ แล้วไม่ทนนะ อีกอย่าง เหมือนเราเป็นเกย์หรือ ตุ๊ดถ้าต้องฝืนมีแฟนเป็นผู้ชาย เพื่อนก็ไม่เข้าใจ บอกว่าทางเพศไอ้นั้นทำให้มีความสุขกว่า เราบอกว่าของ ไม่ชอบน่ะ มันคงไม่สุขอยู่ดี อย่าฝืนให้เราเปลี่ยนอะไรเลย ถ้าคิดว่าคบเราไม่ได้ไม่เป็นไร แต่เราไม่เคย ฆ่าคนตาย ไม่เคยขายยาบ้า ไม่เคยปล้นบ้านใคร ถ้าเป็นทอมแล้วไม่มีเพื่อนสนิทก็ไม่เป็นไรนะ

ตอนนั้นเพื่อนเริ่มหาย เพราะความคิดเดิมๆ ของเค้า มีบ้างบางคนที่รับได้และชวนไปเที่ยวบ้าน ส่วนมาก แม่เพื่อนจะรับได้ แต่แอบได้ยินพ่อเค้าพูดว่า ให้ลูกคบเพื่อนแบบนี้ มีหวังโตขึ้นเลวเละเทะ เห็นข่าวไหม ออกมาดีๆ ทั้งนั้น ทอมมันน่ากลัว มันเป็นโรคจิต ถ้ามันมาชอบลูกสาวเราแบบแฟน ฉันรับไม่ได้ ให้มัน เลิกคบกันแล้วไม่ต้องมานะ…

จากนั้นมาเราก็ไม่กล้าไปบ้านเพื่อนผู้หญิงคนไหนอีกเลย เพราะต่อหน้า ผู้ใหญ่บางทีเค้าไม่กล้าที่จะ พูดตรงๆ เรากลัวเพื่อนๆ เดือดร้อน บางคนถึงกับโดนพ่อแม่ดุด่าให้เลิกคบเราเป็นเพื่อน ปัจจุบันไม่มีเพื่อน สมัยเรียนที่สนิทพอจะไปมาหาสู่ได้ ต่างคนต่างแยกไปมีครอบครัว ที่แอบๆ คุยกันปรับทุกข์กันได้ สามีของ เพื่อนๆ ก็ไม่อยากให้เจอเรา เพราะกลัวพาเพื่อนมาชอบทอมๆ หรือบางคนออกอาการหึงหวงไร้สาระ ตรงนี้เลยตัดไปหมดแล้ว

ครอบครัวล่ะ มีใครรู้บ้างว่ามีแฟนผู้หญิง
ครอบครัวรู้นะพี่ ตอนแรกรู้แต่น้าสะใภ้บางคนในบ้าน บอกเค้าก่อน ให้เค้าบอกพวกน้าๆ เรา พฤติกรรมที่โดนพวกเค้าปฏิบัติด้วย ส่วนใหญ่ก็เพราะเค้าไม่อยากให้เป็นทอม แรกๆโดนต่อต้าน แบบเค้ารับกันไม่ได้ รังเกียจอัคติ พอ 5 ปีให้หลัง อายุ 20 – 21 ปี รับกันได้ รู้กันทั้งตระกูล ตอนนี้ ถ้าเจอหน้ากันก็สบายๆ ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่เคยพึงพาช่วยเหลืออะไรกันมาได้ เป็น 10 กว่าปีแล้ว

บอกแล้วเป็นไงบ้าง
ตอนแรก เค้าบอกต่อกันก่อนกับญาติบ้านอื่น ในแนวมีอัคติกับเรา เค้าให้ลูกหลานคนอื่นๆ รู้เห็น และไม่เอาเยี่ยงอย่าง บางครอบครัว ไม่ถามถึง ไม่ใส่ใจ และให้น้องหลานบางคน ไม่ต้องทำความ เคารพไหว้ หรือให้เชื่อคำพูดที่เราพูด บอกแต่ว่าเพราะเราผิดปกติเป็นบ้า เพราะเป็นทอมวิปริต พอมาระยะกลางๆเราอายุ 26-27 ปีแล้ว เค้าจะนิ่งๆกัน รับกันได้แล้วว่าไม่ใช่แค่แฟชั่น เราชอบของเรา แบบนี้จริงๆ เปลี่ยนตัวตนเราไม่ได้แล้ว…มีบ้างที่เค้าพูดเล่นๆ กันว่าเออ ดีเน๊อะเด็กๆ มันเป็นหลานสาว โตขึ้นเป็นหลานชาย ส่วนญาติผู้ชายที่เคยพูดแรงๆไว้กันเรา…ตอนนี้ก็รับกรรมที่เค้าเคยพูดจาให้ร้าย
เราไปแล้ว…ลูกหลานเค้าทุกวันนี้ ทำแต่เรื่องเดือดร้อน และภาระให้เสียเงินทอง เป็นประจำ… ธุรกิจ การงานเค้าก็เริ่มขัดสน เรียกว่าไม่เจริญแล้ว ลูกพี่ลูกน้องผู้ชายบางคน ปากก็ยังคงถากถางดูถูก เหมือนเดิม แต่ก็คิดซะว่า นานทีปีหน เจอะเจอมันแค่หนนึง ช่างเหอะ ไม่ได้ใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกันกะมัน นี่เน๊อะ ปล่อยวางดีกว่า อย่าไปคิดไปแคร์ อะไร ไม่ได้ให้เรากินอยู่ด้วยซะหน่อย
..
เราเองคิดว่า คนไหนทำอะไรไว้ ยอมได้แก่ตัวเอง มันตามกันชาตินี้ละ แค่อดทน รอหน่อยก็รู้กันไปเอง เราอาจทำกรรมกันมาต่างวาระกัน…คงชดใช้ให้กันและกันแล้ว…พวกเค้า ก็ไม่มีหน้ามาว่าเรา เพราะเราเป็นแบบนี้ ไม่ได้ทำให้พวกเค้าๆ ต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจ อะไรกับเราเลยจริงๆ ไม่เคยกลับ ไปรบกวน ขอความช่วยเหลืออะไร มีแต่พวกเค้าทำกันเอง ไม่ดีกันเอง ทุกวันนี้ใครถามเรื่องที่บ้าน มักจะไม่อยากตอบ เหมือนว่าเรามีครอบครัวด้วยหรือ มันเป็นความทรงจำที่ไม่อยากจำไปแล้ว…

ดูต่อสู้ชีวิตเยอะดีนะ
เยอะนะพี่ ถือว่าเป็นโชคร้ายหรือโชคดี ดีนะ ที่ชาตินี้เราคิดว่าเกิดมาแล้วคุ้มค่ามากๆ ได้รสชาติของ ชีวิตเลยเชียว ลึกๆ นึกขอบคุณบรรดาญาติๆ ที่ให้เราได้โตมาด้วยลำแข้งเค้า เพียงเพราะเราเป็นทอม ดื้อไม่เชื่อฟังเค้าทำในสิ่งที่เค้ากำหนด เถียงและยืนมองหน้า ไม่ทำหน้าสลด ชีวิตในสังคมรอบตัวนะ เราเจอมา ทั้งโหดร้าย ป่าเถื่อน ใจคอคับแคบ ใช้กำลัง และคำหยาบคาย ถือว่าสร้างภูมิคุ้มกันให้เราเป็น อย่างดี ไม่ค่อยสะทกสะท้านกับเรื่องใดๆ แล้ว น้ำตาไหลกลบหน้าทุกวันนี้มีแค่เหนื่อยกับสังคม เรื่องงานบ้างเท่านั้น ตอนมีแฟนก็น้อยใจ เหนื่อยใจแฟน ตอนเลิกกันบ้างก็เท่านั้น

ไม่ค่อยเจออะไรที่คิดว่าร้ายแรงกว่าที่เคยพบจากครอบครัวอีกแล้ว แต่ก็เคยได้รับคำพูด ที่สุภาพ กิริยา ท่าทางที่เป็นกันเอง ไม่มองด้วยสายตาจ้องจับผิดจากบุคคลทั่วไปที่เค้าไม่รู้สึกรังเกียจทอมอย่างเรา ในการร่วมงานบ้าง การติดต่อประสานงาน ก็มีทั้งคนให้เกียรติ ด้วยความจริงใจ หรือทำไปงั้นๆ เพราะดูเผินๆ ไม่ออกว่าทอม หรือตุ๊ด หรือผู้ชายเรียบร้อย ขำขำ ที่หลายๆ ครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสาย ตรวจ หรือตำรวจจราจร เลือกปฏิบัติ เพราะคำนำหน้านามที่เป็นนางสาว บางคนขอเรียกตรวจสำเนารถ หรือใบขับขี่ มอเตอร์ไซค์นะ ตั้งด่านในยามวิกาลคือเกิน 20.00 น. ส่วนมากจะฝั่งธนฯ เขตไหนหรือ ไม่ระบุดีกว่า ในช่วงที่ยัง ไปรับ- ส่งสาว

ประเภทแรกพอเห็นบัตรเป็นนางสาว ก็ถามว่าใช่เราหรือเปล่า หน้าเหมือนผู้ชาย อ๋อ ทอมๆ ไงก็ผู้หญิง อืมไปๆ ได้ เราก็ต้องรีบแอ๊บสาวขึ้นมาว่าขอบคุณค่ะพี่…(ฮาๆ ขำขำตัวเองมาก) ประเภทที่สองมองบัตร แล้วทำหน้าอืมๆ เดินรอบรถก่อน หาๆๆ อะไรสักอย่างแล้วบอกว่า รถดัดแปลงไหม ตอบว่าเปล่ามันมางี้เอง แล้วก็ถามอีก เราน่ะผู้หญิงหรือเปล่า เอ๊าในบัตรนะ ตัวผู้หรือตัวเมียอ่ะค่ะพี่ อันนี้นึกในใจ เออ… น้องพี่ เขียนใบสั่งนะ รถน้องไม่มีกระจกข้าง ไปเสียค่าปรับโรงพัก เออ มันแตกเมื่อเย็นแล้วหนูยังไม่ได้ใส่ ร้านมันปิดหมดแล้วพี่ นี่ก็ 4 ทุ่มแล้วด้วย พรุ่งนี้ก็กะว่าจะเปลี่ยนด้วยนะ พี่รวจก็ว่าต่อ ไม่ได้ผิดกฎหมาย มีข้างเดียวไม่ได้ อืม …ไงดี หรือพรุ่งนี้พี่เอาใบขับขี่ไปให้ที่บ้านไหม (นั้นมีไปจ่ายค่าปรับแบบนี้ด้วย แตกแถวสิ้นดี ) อยู่ทางบ้านพี่พอดี จะได้คุยกัน มีอะไรให้พี่ช่วยเหลือบอกได้นะ ว่างก็ไปนั่งกินข้าวเย็นกะ พี่ได้นะ เราคนโชคชัย 4 เหมือนกัน (เอากะพี่เค้าสิ ) ขนาดเราเป็นแบบนี้พี่เค้ายังหลีได้ลงคอ เหอะๆ

มองได้ 2 ด้าน คือ 1. ยังคงมีความน่ารักมั่ง ก็ตอนนั้นผมซอยๆ ไม่ได้ตัดสั้นมากๆ 2. อยากลองของแปลก แหวกแนว หรือกำลังฮิตอยากมีอะไรกับคนที่เป็นทอม เพื่ออยากเปลี่ยนพวกเราไปในด้าน ความสะใจ ของผู้ชายบางส่วน เลยบอกไปว่า ไม่จำเป็นหรอกพี่ (ออกแนวขี้เกียจเสวนา) เขียนๆ ใบสั่งเหอะพี่ ยอมเสีย ค่าปรับ(มากกว่าต้องไปนั่งกินข้าวกับพี่ ออกแนวจะอ๊วกมากว่าจะอิ่ม..) อันนี้นึกในใจ 55555 สมมุติถ้าเรา เป็นสาวๆ นะหน้าอย่างพี่แก คงได้นั่งกินข้าวกะเราง่ายๆ นะ ยังไง เราก็ว่าหน้า อย่างเราพอเลือก ได้อ่ะพี่…หุหุ

แล้วตอนนี้ทำงานด้านไหนคะ บอกได้มั้ย
บอกได้พี่…มีสองจ๊อบ…งานประจำเค้าตอนนี้ เป็นครูสอนว่ายน้ำ…อยู่แถวสระว่ายน้ำโชคชัย 4 หรือไม่ ก็ออกไปสอนตามคอนโด บ้านของผู้เรียนแถวๆลาดพร้าวนี้เองจ๊ะ ก็มี นักเรียนทั้งเด็ก และวัยทำงาน – ผู้ใหญ่ ส่วนมากเป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชาย วัยทำงานไปแล้ว โทร.มาสมัครเรียนจะอยากให้เค้าพาแฟน หรือบัดดี้ของเค้ามานั่งรอ หรือเรียนด้วย เพราะส่วนใหญ่สอนตัวต่อตัว ส่วนมากก็ไม่มีปัญหา ถ้ามาแนว เกินความอยากเรียนว่ายน้ำ ก็งดการสอนไปเลย เท่าที่ผ่านมาเจอแต่ ตอนโทร มาสมัครเรียน พอออกแนว ส่อก็จะไม่รับงานสอนจ๊ะ

งานรองลงมาก็ ออกทัวร์ในประเทศ ดูแลแขกระหว่างการท่องเที่ยวเดินทาง เหนือ-ภาคกลาง – ทะเลภาค ตะวันออก แนวเอ็นเตอร์เทรนและ บริการ สนุกสนาน ฮาๆ ติดมุขตลก บ้างขำขำ..มีทัวร์หน้าเทศกาล ก็ไปทัวร์ กลับมาก็สอนต่อ ประมาณนี้ ได้เดินทางทุกเดือนอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงาน ได้พบปะผู้คน เดินทาง ได้ทัศนะคติที่ดีๆ มุมมองต่างๆ เมื่อก่อนทำตามเพื่อนที่รู้จัก แล้วคิดว่าเราคงได้แค่นั้น แต่ตอนนี้ งานที่ใช่ ต้องมาก่อน อืม มันเข้ากับบุคลิกของเรานะ มันใช่แล้วหล่ะ แล้วมันเหมือนเพิ่งลงตัวนะพี่ สนุกกับงานมาก มันส์ๆดี ลุยๆ แล้วมันมีเวลาว่างเป็นส่วนตัว อยากไปไหนก็ไป จะพักก็ได้พัก อิสระกับทุกสิ่งดี

แล้วมีปัญหาอะไรมั้ยคะในการทำงาน
คงเป็นโชคดีในความโชคร้ายที่เราเอง ไม่ได้มีโอกาสที่ดีในการศึกษา สูงๆเลยไม่ได้มีโอกาสทำงานดีๆ อย่างรับราชการ ไม่มีโอกาสสัมผัสกฎระเบียบทางสังคมด้านนี้ เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไรตรงนี้เท่าไหร่ ยิ่งบุคคลิกลักษณะ แสดงออกตั้งแต่วัยรุ่น แรกๆ ว่าเป็นทอมบอย ทำให้การแต่งตัวเป็นตัวของตัวเองมาก อิสระ มีบ้างเล็กน้อย ช่วงที่มีงานประชุมในสถานที่ราชการ ที่ไปประชุมแทนเค้า หรือคุยงานกับผู้ใหญ่วง ราชการ มีแรกๆ แต่ก็ นานมาแล้วอายุประมาณ 24-25 ปี ก็จะเอากางเกงแสล็ค ไปด้วย ถ้าเค้าไม่สังเกต คำนำหน้านามในบัตรประชาชนเท่าไหร่นักก็จะทำกล้อมแกล้ม ใส่กางเกงแบบสุภาพเข้าไป ฟังบรรยาย หรือประชุมแทน มีน้อยที่จำเป็นต้องใส่ แต่จะเลี่ยงไม่ใส่เดินทางไปเลย มีแต่สวมทับเท่านั้น

ปัจจุบัน หน้าที่การทำงาน แบบอิสระที่ทำนี้ก็อำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ของเครื่อง แต่งกายแบบหนุ่มๆ แมนๆ เป็นอย่างดี…มีบ้างที่ใส่เสื้อผ้า แบบหนุ่มเรียบร้อยออกตุ๊ดๆ

แล้วกับเพื่อนๆ ที่ทำงานละคะ เขามองเรายังไงบ้าง
นับว่าโชคดีตรงนี้อีกเช่นกัน ด้วยการวางตัวของเราเองที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีฝืนไม่ขัด ไม่ค่อยเก๊กหรือ แอ๊คอะไร เป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ผู้ประสานงานทั่วไป ทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะน้องๆ เค้าเห็นเราแบบนี้ ไม่ฟิกอะไรกับเราเลย ตั้งแต่แรกเห็นก่อนร่วมงานกัน มีคงขัดตาบ้างแรกๆ เล็กน้อย ในการพบปะผู้ใหญ่ ในสถานที่ต่างๆ เค้าก็จะมองๆ แต่สักระยะนึง ก็จะดูผ่อนคลายไปบ้าง

การเป็นคนรักเพศเดียวกันของเราทำให้มีอุปสรรคในการทำงานมั้ย เช่น เราชอบงานนี้มากเลยแต่มัน ให้แต่งตัวแบบใส่กระโปรง เลยทำให้เราไม่ไปทำ หรือการมีชีวิตแบบนี้ทำให้เราเลือกที่จะทำงานอิสระแทน
ยังไม่เคยเจอ งานที่อยากทำ แล้วต้องมาสัมผัส เครื่องแบบที่ต้องแต่งกายออกหญิงๆ นะพี่ ตรงเรื่องใส่ กระโปรงตัดไป มีแต่ว่าบางสถานที่ โดนเลือกปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นเริ่มรับสมัครเข้างานยันสัมภาษณ์ และ การทำงานประจำ แรกๆ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วเคยทำงานออฟฟิตนะ ตอนนั้น คิดว่าเราน้อยใจหัวหน้างานไปเอง หรือเปล่านะ แต่เปล่า มันโดนบีบ หรือเค้าไม่ให้ความเสมอภาคในหน้าที่การงานเหมือนบางที่ ที่เลือกปฏิบัติ ที่จะเอื้ออำนวยแต่กับผู้ชายแท้ๆ และผู้หญิงโสดๆ มากกว่าจะเร่งงาน หรือทำตามหน้าที่ตรงๆ ให้กับผู้ร่วม งาน ทอมๆ อย่างเรา เวลารอคิวโดนแทรก หรือแซงคิวก็จากผู้ชาย บ้างแค่มอง บางคนพูดจากวนโอ๊ยกัน เลยก็มี ว่าอยากให้คนอื่นเค้าทำเหมือนคนทั่วไป เธอก็กลับไปนุ่งกระโปรงเป็นผู้หญิงปกติสิ ไม่ใช่กระทิง กะเทยวิปริตผิดเพศเช่นนี้ (น่ายิงทิ้งจริงๆเลยนะพี่ ไอ้คนพูดอ่ะ เค้าเป็นผู้ชายอีก เช่นกันที่สำรอกคำพวกนี้ ออกมา )

เวลาเงินเดือนขึ้น ก็น้อยนิด ผู้หญิงโสด ขึ้นเจ็ดร้อย ผู้ชายแปดร้อยถึงหนึ่งพันบาท ทอมทำแทบตาย ขึ้นสี่ร้อยบาท ทั้งหน้าที่การรับผิดชอบ ส่งงานทำหน้าที่ เหมือนๆ กัน และเผลอๆ งานของเพื่อนผู้ชาย ในแผนก เราซะอีกที่พิมพ์รายงานส่งให้ วางแปลนงานให้ ออกแรง เหงื่อเสียพอๆ กันแต่ เงินขึ้นกันเห็นๆ ก็เลยออก เค้าบีบจนออก

เคยถูกเพื่อนร่วมงานเค้าเม้าท์อะไรที่เกี่ยวกับการเป็นคนรักเพศเดียวกันของเรามั้ย
ประจำ ตอนสมัยทำงานบริษัทเอกชน เรื่องการมีอะไรกัน การหลับนอนกับแฟนเพศหญิงด้วยกัน บางคนเดินมาถามตรงๆ เห็นเราสบายๆ ไม่ดุ ไม่เก๊ก ทั้งเพื่อนผู้หญิงผู้ชาย ที่เคยพูดเล่นอำกันได้ แล้วถามต่ออีกว่าเมื่อไหร่จะหายเป็นทอม เป็นนานไหม ทำไงถึงเป็นไม่ลองเปลี่ยนดู สนุกดีนะ

ที่ผ่านมาเคยมีแฟนมาบ้างหรือยังคะ/มีแล้วกี่คน
มีครับพี่ ไม่บิดเบือนนะ เอาที่จริงๆ ที่นับว่าเป็นแฟน คือใช้ชีวิตประจำวันกันบ้าง แบบอยู่กินด้วยกัน และแบบไป- กลับ อืม เคยได้ดูแลกันมาบ้าง คบหากันยอมรับว่าเป็นแฟนมี 8 คนที่ผ่านมา ถ้ากิ๊กๆ คือคบแบบฉาบฉวย มีทั้งไปชอบเค้า/เค้ามาชอบก็เยอะ แบบแวบๆ ตอนยังไม่มีตัวจริงอ่ะพี่ เจ้าชู้เนาะ เหอะๆ จริงๆ ขาดความอบอุ่นนะ อยู่คนเดียวแล้วอ้างว้าง เป็นคนขี้เหงาซะงั้น…หุหุ

เล่าประสบการณ์ในการคบหาแฟนแต่ละคนให้ฟังได้ไหมคะ
เอาจริงดิ …อู๊ ยาวนะ…เอาเนื้อๆ ละกัน ไงดี ตั้งแต่ตอนเจอ คบและอยู่ ยันเลิก… แบบง่ายๆ ละกันนะพี่…
คนแรก เราอายุ 17 ตอนนั้นยังเด็กมาก อย่างที่บอก เจอแฟนคนแรกตอนเรียนปวช.1 ปฐมนิเทศ เค้านั่งติดกับเรานะ อายุมากกว่าเรา 1 ปี คงไปดื้อมาปีนึง แล้วกลับมาสอบใหม่ ติดสายประยุกต์ศิลป์ เหมือนกัน…เค้าก็แนวๆ ว่าเธอๆ ได้ศิลป์ห้องไหนอ่ะ อู้ ห้องเดียวกันนะ นั่งเรียนด้วยกันได้ไหม เราก็พยักหน้าอืมๆ ตอนนั้นเฉยๆ นะ พออบรมเสร็จเค้าก็ถามว่าเธอเป็นทอมป่ะ มีแฟนยัง เราหึ…ยัง ไม่กล้าจีบใคร เค้าก็บอก เราไม่เคยเป็นดี้นะ แต่อยากมีแฟนทอมแล้วละเบื่อผู้ชาย เราเองก็มองหน้าออก เอ๋อๆ นะ ก็ได้ ฟะ ลองคบดู และแล้วก็ยาว อยู่กัน 3 ปี ที่ติดกันเป็นตังเม แฟนขี้หึง หวงแสดงออกมากๆ แว๊ดๆ เลย แฟนนะไม่ใช่เรา ตอนนั้นเรายังไม่รู้จัก คำว่าหึงใครเป็น ก็เที่ยวๆ ตามตลาดกลางคืน งานวัด รถบั้ม ก็ควง นศ. ต่างคณะ ไปเรื่อย เด็กพาณิชย์ คหกรรม ครบรส ทั้งรุ่นเดียวกัน โตกว่าเรา ประสา เด็กรุ่นๆ แฟนจับได้ก็ หัวโน หัวปูดกันไป พักนึงเราเองก็เบื่อๆ หลบเค้าเอง ช่วงนั้นก็เรื่อยออกมาทำงาน ไม่ค่อยได้กลับไปเรียน ต้องหาเงินใช้เอง ตอนเลิกกับแฟนคนนี้ เราหอบเสื้อหนีเค้าเลย เค้าอาละวาดเอาถึงที่ทำงาน ไม่ชอบเสียงกรี๊ดๆ เจ้าชู้เองด้วย ตอนนั้นแสบทีเดียว

คนที่ 2 เราอายุ 20-21 แฟนเป็นรุ่นน้อง ที่เรียนวิทยาลัยเก่าของเรา เด็กปวช. มาฝึกงานและทำงานภาคค่ำ เจอเพราะทำงานด้วยกัน คบหาเปิดเผยก็พาเข้าบ้าน ที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้าจะจริงจังกะเค้า เราก็มีกิ๊กๆ แฟนคนนี้เด็กกว่าเรา 5 ปี ก็หลงเค้า เอาใจเก่งอ้อนๆ เรา ก็ต้องตามใจน้องเค้า อยู่กัน ปีกว่าๆ เค้าติดทอม คนใหม่ พอดีเราห่างๆ ทำงานเพลิน ไม่ได้ใส่ใจ พอเค้าจะไป ก็เสียดาย อยู่ด้วยกันก็ปีครึ่ง

คนที่ 3 เราอายุ 23 คนนี้เจอเพราะยังเฮิร์ทๆ จากอกหักคนที่ 2 เหงาๆ แล้วไปเที่ยวกลางคืนกะเพื่อน แฟนเป็นเพื่อนของแฟนเพื่อนเราอีกที เด็กกว่าเรา 4 ปี อยู่กันเกือบ 2 ปี เราเองเจ้าชู้ กระล่อนมากๆ เลิกงานก็แวบตลอด รีบทำงานให้เสร็จเร็ว ออกก่อนเวลา แต่ยังกลับบ้านเวลาค่ำๆ พอเค้าจับได้ ก็ออกวีนบ้านแตก ก็หอบผ้าหนีเค้าอีกคน ทำตัวแย่ๆ ตอนนั้น

คนที่ 4 เราอายุจะ 25 แฟนคนนี้เริ่มรุ่นๆเดียวกัน เจอเพราะทำงานบริษัทเดียวกัน อายุอ่อนกว่าเราหนึ่งปี เค้าเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ มาก่อน เคยมีครอบครัวมาบ้าง อยู่กันเกือบ 4 ปี เราเองที่กลับบ้านไม่เป็นเวลาเอง และลืมเอาใจใส่อีกเหมือนเดิม เราเองแยกไปทำงานบริษัทใหม่ แต่ไม่มีผู้หญิงอื่น แค่ติดเพื่อนเที่ยว เค้าเลยไปกับผู้ชายคนใหม่ และไม่ได้ติดต่ออีก คนนี้ก็ทำให้เสียใจเหมือนอกหักครั้งที่ 2 เพราะคิดว่าน่า จะใช่คนที่เข้าใจและชอบอะไรคล้ายๆ กัน เลิกกันไปแล้วก็เคยเจอกันโดยบังเอิญ ก็ยิ้มทักทายปกติ เหมือนคนเคยรู้จักกัน ส่วนเราก็โสดอยู่ 6 เดือน

คนที่ 5 เราอายุ 29 แฟนอ่อนกว่าเรา 4-5 ปี เจอกันเพราะเหงาโทร.ไปแชท 1900-900-0**เค้าก็เคย มีแฟนแต่ผู้ชายนะ มาเจอเรา ก็ชอบนะ ขี้อ้อน ขี้งอน เหมือนเด็กๆ มาก และเราก็ตามใจไม่ไหว คบแบบ เช้ารับไปส่งที่ทำงาน เย็นไปส่งหน้าปากซอยบ้านเค้า รับ-ส่งเค้าอยู่ได้ปีกว่าๆ พอได้ข่าวว่าแฟนผู้ชายเค้า ดูเหมือนจะมาทวงคืนดี ก็ขอคุย แต่เพื่อนเค้าไล่เรา ไม่ให้คุย ก็ไม่มีโอกาสคุย เลยเลิกดีกว่า เจ็บไหม รู้สึกหนึบๆ ไม่มากเท่าแฟนคนที่ 4 ระหว่างนี้ก็ มีแค่คนควงเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อย

คนที่ 6 เราอายุ 31 แฟนคนนี้เป็นคนแรก ที่เธอไม่เคยมีแฟนเป็นชายมาเลย เราเองจากที่มองๆ สาวทั่วไปที่อยากมีเป็นตัวตนจริงๆ ก็คนนี้ละ ตั้งใจละ เจอเพราะเราลงหาคนรู้ใจทางหนังสือแบบระบุ สเปกไป หวังจะได้เพื่อนคุย ดูใจกันไป เค้าติดต่อมาทางจดหมาย เค้าอายุมากกว่าเรา 4 ปี ก็หลงนะ ติดผู้ใหญ่ขึ้นมาทันที เค้าอบอุ่นใจดี และปากหวาน ขยัน รักครอบครัว เลยรู้ละ เราชอบผู้หญิงเสียงหวาน อ่อนไหว แต่ก็ต้องการความมั่นคงทางใจต่อกันเหมือนกัน คนนี้ทุ่มเทแรงใจมากเป็นพิเศษ เค้าว่าอะไร ว่าตาม อยู่กัน แบบเค้าวิ่งไป-มาที่บ้านเค้ากับที่อยู่ด้วยกันก็ ปีกว่าๆ ทำให้เราหยุดเหล้า ลดบุหรี่ หยุดเที่ยว กลางคืน เพราะความเป็นผู้ใหญ่กว่าทำให้เราเกรงใจ และรัก แล้วแฟนเก่าเค้าคนรุ่นเดียวกัน ผู้หญิงด้วย กัน ก็พาหัวใจเค้าคืนไป หลังจากปล่อยปะละเลยกันมาปีกว่าๆ ตอนนั้นเราเองก็ทำตัวเหลาะแหละ และอ่อนแอ เค้าอยากได้คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวได้ดีกว่านี้ เป็นผู้ใหญ่กว่าเรา เป็นการอกหักที่แรงที่สุด หนักกว่า 2 ครั้งแรกๆ แทบเสียสติ เรียกว่าแทบฆ่าตัวตาย

คนที่ 7 เราอายุ 32 กว่าๆ แฟนโตกว่า 2 ปี ทีนี้เริ่มคบหา ค้นหาผู้หญิงที่ทำงานด้านที่เราสนใจและใฝ่รู้ ในวงการที่ทำ เจอกันทางเน็ท แอดอีเมล์กันไว้ สเปกเริ่มเป็นผู้หญิงวัยผู้ใหญ่กว่า ไม่สนใจเด็กๆ และพูดจา มีหลักการ มีความรู้ดี ฉลาดและทำงานเก่งๆ ดูเท่ น่ารัก ถึงจะงานบ้านไม่เก่งไม่ว่า เราจัดการได้ ก็ตามรับส่งเค้า อยู่ 9- 10 เดือน ไม่ทันปีนึง เค้าพยายามปฎิเสธตัวตน การเป็นผู้หญิงมีแฟนเป็นผู้หญิง ด้วยกัน เค้าเองเคยมีแต่แฟนผู้ชายมาก่อน จริงๆนิสัยเค้าห้าวแมนกว่าเราซะอีก ก็แยกทางกันไป เพราะเค้าต้องการค้นหาตัวเองในแบบที่เค้า พอใจ คิดอะไรหลายๆ อย่างแตกต่างกัน เมื่ออยู่ใกล้ๆ กัน อีกอย่างเราเองก็ทำงาน ย้ายที่ทางไปเรื่อย ยังไม่มั่นคงพอที่จะดูแลใครได้ เราเองเลิกเจ้าชู้ ที่แอบมีเล็กน้อย

ตั้งแต่คนที่แล้ว แต่เลิกปั๊บ ก็ ไม่เหงาเหมือนกัน มีกิ๊กไปเรื่อยเปื่อย ไม่ถึงกับรักจริงจัง ชอบ แต่เป็นไปได้ยาก มีกิ๊กสวยเกินเหตุ ใจก็คิดว่ารักษาเค้าไว้ไม่อยู่อยู่แล้ว เลยแค่กิ๊กฉาบฉวย ก็หยุด พอดีย้ายไปทำงาน ที่ภาคเหนือ แต่ยังคงพูดคุยกันเหมือนเพื่อนธรรมดาๆ ทางเอ็มเอสเอ็น ไปเหนือที่นั้นก็มีกิ๊กใน อินเตอร์เน็ทอีก เหมือนคว้าเขี้ยวเล็บมาใส่อีกครั้ง เริ่มไม่ปักษ์ใจว่าจะมีคนรักจริงในทอมดี้แล้ว

คนที่ 8 เราอายุ 34 หลังจากโสดอยู่คนเดียวมานานกว่าที่เคย เกิน 8- 12 เดือน ตอนนี้เริ่มมีเวลา บ้างานตั้งใจ ไม่มองผู้หญิงคนไหนเป็นตัวเป็นตน มีเข้ามาให้กระชุ่มกระชวยบ้าง ก็จากวงการทำงาน ติดต่อเดินทางก็คิดว่ากำไรชีวิตละกัน ไม่มีใครเอาก็ไม่เอาใครเป็นตัวตนละกัน และแล้วเพื่อนคุย เพื่อนใจทางเน็ท ก็ลุกคืบเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง แฟนคนนี้โตกว่าเรามาก 7-8 ปี เคยมีครอบครัวแล้ว (มีลูกๆ) เป็นคนทำงานเก่ง บุคคลิกดี พูดจาดี เท่ๆ รักครอบครัว เอาใจเก่ง รอยยิ้มเค้าทำให้โลกดูสดใส ขึ้นเยอะ เค้าปากหวานร้องเพลงเพราะ อีกละ เสร็จอีก ใจเราหวั่นไหว คบกันได้แบบไม่เต็มที่ เค้าบริหารเวลาไม่ได้ ไม่ราบรื่นเพราะเค้าไม่คาดคิดว่าคนแบบเราจะอยากจริงจัง กับผู้หญิงที่มีท่าทาง แบบเค้าได้ ที่ลักษณะไม่ใช่เลดี้เลย แต่เค้าเองนะที่ทำให้เราหักบุหรี่ทิ้งได้

ถามเราว่าระหว่างบุหรี่กับเค้าเราเลือกอะไร ก็เลือกเค้า และก็กินแห้วซะงั้นๆ เหอะๆๆ แล้วจาให้ ตรู เลือกทำไม๊… เราเองก็งี่เง่ากับเค้า ต้องการเวลาที่มีกันและกันบ้าง แต่ไม่ค่อยได้รับเลย สุดท้าย เค้ามีพันธะ อยู่แล้วเป็นผู้หญิงของเค้าที่บ้าน และมีสาวๆ มาติดใจเค้าอีกในเน็ท พอรู้ ก็ทำตัวออกห่างจากกัน…

เป็นการอกหักครั้งที่ 4 ที่คิดว่าเจ็บ แสบ ปวดๆ หนึบลึกๆ เงียบ เสียน้ำตา ตกใน…คบกันไม่นาน แต่เหมือน ผูกพัน เพราะหลงความเป็นผู้ใหญ่ที่อบอุ่นของเค้า แฟนคนนี้คบกันแค่ 4-5 เดือน แบบแวบไปแวบมา เค้าเหนื่อย เลยบอกว่าถ้าไม่มีเวลาให้เรา ก็หยุดเถอะ บอกรักกันก็ทางโทรศัพท์ บอกตัดเราก็ทางโทรศัพท์ ทางเน็ท เลยไม่ติดใจอะไร ออกแนวปลง ก็เลิกแฟนคนนี้ครบปีแล้วพอดี มีพูดจากันบ้างทางเอ็มเอสเอ็น แบบทักทายเพื่อนคุย นานๆครั้ง

มีแฟนเยอะจัง ไปจีบแต่ละคนได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าเขาชอบทอม
ใจจริงก็ไม่อยากเปลี่ยนแฟนนะพี่ แต่ถ้าเค้าคิดว่าเราไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่ มันยื้อกันไป ก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา
เค้าเดินเข้ามาในชีวิตเราบ้าง เราเดินเข้าไปจีบบ้าง ส่วนมาก จะคนทำงานใกล้ๆกัน หรือมีการติดต่อพูดคุย กันอยู่แล้ว น้อยที่จะไม่เคยเจอกันมาก่อนแล้วอยู่ๆ เราเข้าไปจีบ…ถ้าเค้าชอบเราจะรู้ มองตา และพยายาม ทำให้เราสนใจเค้า ถ้าแลกเบอร์ติดต่อกันแล้วเค้าโทร มาหาเราก่อน คือเค้าอยากรู้จักเรา มากขึ้น คือเค้าจีบเราละ อยากรู้วันเกิดเรา อยากรู้ว่าเราชอบไม่ชอบอะไร…

ถ้าเราจะจีบใครสักคน ก็จะถามเค้าก่อนว่ารังเกียจทอม ไหม เป็นเพื่อนคุยกันได้ไหม… มีอะไรคุยได้นะ ถ้าคุณมีเวลาว่าง หรือ ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ถ้าคุณเหงา อยากได้ยินเสียงเรา ขอให้กดเบอร์โทรศัพท์ มา เราจะเป็นเพื่อนคุยให้จนกว่าจะหลับ ก็แนวๆนี้พี่ ประมาณเป็นเพื่อนใจ ไปก่อน แล้วค่อยรุกคืบ..เหอะๆๆ
ดูไม่ยากถ้าเค้าชอบทอม แววตา อันนี้มันมีแววพี่ (เหมือนคนประเภทเดียวกันจะดูกันออกนะ ) เห็นแล้วเออ ใช่.. เค้า ท่าทางสนใจทอม นะ…ฟังน้ำเสียง เค้าสนใจในสิ่งที่คุยกันไหม…มองหน้าสบตา ไหมหรือมอง ทางอื่นเรื่อยๆ .. ถ้าคนสนใจ ทอม จะอยากติดต่อ คุยกันต่อในโอกาสต่อๆไป ทำตัวเป็นกันเองอย่างมาก ทำอ่อนหวาน ส่งสายตาเป็นระยะ อยากรู้เรื่องส่วนตัวทั่วไปของเรา และที่สำคัญอยากรู้ว่าเรา มี แฟนตัวจริง หรือยัง… อืมม… ถ้าไม่ใช่ เค้าก็ พูดน้อย ไม่สบตา เปลี่ยนเรื่องสนทนาคนละเรื่องกับเรา…และออกท่าทาง เก็บมือ เก็บเท้า กลัวเราไปแตะโดนตัวเค้าลุกลี้ลุกลน ดูไม่เป็นมิตร และไม่อยากอยู่สองต่อสอง กับทอมเกิน 10 นาที ไม่ว่าในที่โล่งหรือลับตาใคร

แล้วเคยหน้าแตกมั้ย คือเขาไม่ชอบทอม
จริงๆก็ไม่เชิง หน้าแตกนะพี่ คือมีแอบไปปิ๊งรุ่นพี่ 1 คน ตอน ปวช…เค้าเป็นคนสวย เรียนเก่ง เป็นดาวด้วย ดัมเมเยอร์ รู้อยู่แล้วว่าเค้า มีแต่ผู้ชายมาแย่งจีบ …พี่เค้าก็จะรู้ว่าเราแอบชอบเค้า แต่ก็ได้แต่ควงไปกิน ข้าวกลางวัน เคยขอกอดเค้า เค้าก็ให้กอดแล้วบอกว่า กอดแบบพี่น้องนะ อย่าคิดมาก พี่ไม่ได้ชอบแบบเรา อืม… แล้วเราก็ปล่อยให้ผู้ชายที่ดูจะเหมาะกับเค้ามากว่าเรา จีบพี่เค้าไปต่อหน้าต่อตา อีกคนก็เพื่อนรุ่นพี่ คนนี้เค้า อยากลองคบทอมเฉยๆ อยากถูกทอมสัมผัส จะตื่นเต้นไหม ก็คบแบบเพื่อนเล่น แต่บอกเค้าเองว่า ถ้าไม่ใช่ดี้ ก็เลิกทำเหอะ มันไม่ใช่ตัวเอง อย่าฝืนเลย…เพียงเพราะว่าตอนนั้นเรามีคนรู้จักเยอะ เค้าเลย อยากอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ได้ชอบทอมจริงๆ แค่อยากเดินควงคนป๊อบๆ ในวิทยาลัย และอวดเพื่อนผู้ชายของเค้า เราเองก็ไม่ใช่ตุ๊กตาแมสคอท เลยบอกเค้าว่า ต่างคนต่างเดินเถอะ ไม่อยากให้คบเพราะหวังอะไรจากเรา แล้วเค้า เองก็ไม่ใช่ดี้จริงๆ

เคยถามตัวเองมั้ยว่าเพราะอะไรความสัมพันธ์มันถึงสิ้นสุด
การเอาแต่ใจของกันและกัน ถือทิฐิของแต่ละคน ไม่เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ใจร้อนวู่วาม ปากประชด ประชันกัน การไม่ขอโทษซึ่งกันและกัน ต้องรอให้อีกฝ่ายคิดว่าผิดขอโทษก่อน ขาดเหตุผลการชั่งใจ การคิดเอาเอง ไม่หันหน้าพูดจากันดีๆ การทำตัวห่างออกไปโดยไม่ปรับความเข้าใจกัน หนีหน้ากัน ทำให้ร้างลากันได้ง่ายขึ้น สุดท้ายต่างฝ่ายเรียกร้องความสนใจด้วยการประชดกันและกัน ไม่ดีเลยเนอะ

สังคมมีส่วนด้วยหรือเปล่า
มีส่วนบ้างใน บางคน นะพี่..ในการยอมรับ ที่แสดงออกว่าเป็นแฟนกัน หรืออยู่ด้วยกัน สังคมครอบครัว ของแฟนนี่เป็นเรื่องมีปัญหาน้อยมากๆ ส่วนใหญ่เค้าเห็นลูกคบใครรักใครเค้าก็จะปล่อย เพราะที่ผ่านมา แฟนเป็นคนให้ความช่วยเหลือทางบ้านเค้าเอง แม่หรือญาติๆเค้าจะ ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นัก แล้วยิ่งเราทำให้ผู้ใหญ่เค้าเห็นว่า จริงใจ และดีต่อลูกเค้าจริงๆเค้าก็ปล่อย… แต่สังคมการทำงานของแฟน สิ เราเองเป็นคน กังวลมาก ว่าเค้ารับได้ไหม ถ้ายิ่งทางแฟนเอง อาย (สาเหตุมาจาก เราอายุน้อยกว่าเค้า) หรือไม่อยากให้เพื่อนที่ทำงานรับรู้ว่ามีเรา ที่เกินเพื่อน เค้าอายของเค้าเองที่อยู่ๆลุกมาเป็นดี้ หรือเลสเบี้ยน ก็มีผลต่อการใช้ชีวิตด้วยกันบ้าง เหมือนเราไม่มีตัวตนข้างๆเค้า ทั้งที่เราอยากกุมมือเค้าเดินไปพร้อมกัน จะเป็นกันบ้างเวลาเค้ามีสังคมที่ทำงานของเค้า หรือแค่บางครั้งที่ไปนอกบ้านด้วยกัน…แล้วบังเอิญผ่าน แถวๆ บ้านญาติๆเค้า.. เคยถามว่าอายคนอื่นไหมถ้าเค้าไม่รู้จักเรา ถามแต่แรกๆคบเลย ว่ารับได้ไหม ถ้าต้องใช้ชีวิต โดยการมีทอมอย่างเราเดินด้วยข้างๆ ก็มีคำตอบว่าไม่หรอก แต่มองดูจะรู้ มันมีบ้าง (ในบางคน) แต่นั้นก็เลิกกันไปหมดแล้ว ไม่อยากฝืนความรู้สึก เราเองก็รังแต่ ไม่สบายใจ เดินต่อไป กันทำไม ถ้าเมื่อมีเราแล้วเค้าต้องอาย รู้สึกกดดันเปล่าๆ ที่ต้องคบแบบ แอบๆ คนอื่น จริงๆ มันอยู่ที่ใจ คนสองคน ณเวลาที่คบกันนะพี่… สังคมมันเป็นภายนอก แต่โดยรวมทุกวันนี้ เดินอย่าง ภูมิใจไม่ได้ อาศัยจมูกใครหายใจ ต้อง กลัวหรืออายทำไมที่เป็นใช้ชีวิตแบบนี้

แล้วที่เขาบอกว่าชีวิตคู่แบบนี้ไม่ยั่งยืนละคะ คิดว่ายังไง
อยู่ที่คนแต่ละคนนะพี่ ในทางปฏิบัติ คนเค้ามองมาจากด้านนอกอีกมุมนึง ที่เค้ายืนอยู่ทางเพศธรรมดา ที่สังคมยอมรับ รักต่างเพศ บางทีบอกไม่ได้ว่าแบบเราๆ ที่รักเพศเดียวกันนี่เลิกกันง่ายๆ ไม่ยั่งยืน อยู่ที่การเข้ากันได้หรือไม่ ทั้งทางสติปัญญา ความชอบสิ่งไหนคล้ายๆกัน วัยวุฒิ ประสบการณ์การใช้ชีวิต การเข้ากันได้ไม่ได้ ในการมีสัมพันธภาพทางเพศ เรื่องละเอียดอ่อนแต่ละคนก็จะต่าง กันไป…ภาวะ ทางอารมณ์ จิตใจ และสำคัญคือฐานะทางเศรษฐกิจ ครอบครัว การยอมรับจากทั้ง 2 ฝ่ายก็เป็นส่วน ประกอบในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน อันนี้คิดว่าคนทุกคนก็คงต้องการความมั่นคง หลายๆ อย่างรวมกัน และสุดท้าย ความมั่นใจ ว่ามีความซื่อสัตย์ต่อกันมากน้อยเพียงใด

คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งคู่สามารถอยู่ด้วยกันได้นาน
ความซื่อสัตย์พี่ เราว่านะ การคบหากันต้องจริงใจ ไม่โกหก และรู้จักคำว่าความพอดี พอใจในสิ่งที่เรามี หยุด หรืออิ่มตัว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายนึงสะกดคำพวกนี้ไม่ได้ หรือไม่รู้จะทำได้หรือไม่ เค้ายังคงมองหาคน ที่ใช่ของเค้าไปเรื่อยๆพี่…การรู้จักให้อภัยกันในเรื่องที่พอทำใจได้ รับฟังและคิดตามอย่างใจเย็น การใส่ใจ หรือเอาใจใส่กันและกันบ้าง และไม่ดูถูกกันและกัน เมื่อทะเลาะกัน ทำอะไรทุกอย่าง อย่างมีสติพี่ รักก็รัก แบบมีสติ…และสุดท้ายคือ ถ้าคุณคิดจะรักกันก็อย่ามีความลับต่อกัน

เซ็กส์ละคะ เป็นปัจจัยสำคัญหรือเปล่าในการครองคู่ของคนเพศเดียวกัน(ญรญ.)
นิยามสำหรับเซ็กซ์ ของเรานะ…หรือการมีสัมพันธภาพทางเพศ เมื่อมีเซ็กซ์กับคู่รักแล้ว ทำให้ฮอร์โมน หลั่งสารเอ็นโดรฟิน สารแห่งความสุข หลังจากมีกันและกันแล้ว ทำให้มีความสุขอิ่มเอมใจ กระชุ่มกระชวย หลังจากการพักผ่อนเต็มที่ คลายกังวล และแสดงออกถึงความรัก ความเป็นเจ้าของหัวใจกัน ในการสัมผัส ที่อ่อนโยนต่อกัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้ง ต่อคู่รักผ่าน ทางกายสัมผัส และเราก็คิดว่าทุกเพศ ทุกผู้ที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ ตั้งแต่ 25 – 35 ปี) ก็ต้องการเหมือนๆ กัน บางคนตั้งแต่แตกเนื้อสาวเนื้อหนุ่ม วัยรุ่น ฮอร์โมน มันพุ่งพล่าน อ่ะนะ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าฮอร์โมน และความต้องการ เหนือการควบคุมใครมีมากมีน้อย ไม่เท่ากัน

น้องแค่ฯ ว่า เหมือนเราอยากกินขนม หรือของหวาน อ่ะพี่… อย่างขนมเค้กอ่ะ กินบ้างก็อร่อยดี หอมหวาน สบายใจดีเมื่อท้องไม่หิว ถ้ากินเยอะๆ ก็ไม่ดี ใช่มั้ยพี่ อะไรที่เยอะเกินไป ก็ไม่ดีต่อสุขภาพเนอะ ส่วนเรานะมี เป็นระยะๆ ถ้าไม่มีเหมือนขาดอะไรไป ชีวิตก็ไม่น่าตื่นเต้นนะ…แต่จะมีก็ต้องกับคู่รักของเรา คนเดียวเท่านั้น.

Share

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>