วารุ

varu3s

 

วารุ เป็นอีกนามแฝงหนึ่งในบอร์ดของสะพานค่ะ เป็นนามแฝงของผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์ นักเขียน นักน้อง นักดนตรี เป็นต้นค่ะ


วารุ วิชญรัฐ เป็นชื่อ-นามสกุลจริงหรือเปล่าคะ

ชื่อไม่จริง นามสกุลจริงค่ะ เป็นนามสกุลที่ตั้งขึ้นใหม่เองไม่กลัวคนรู้เหรอ เพราะมันก็เป็นนามปากกาด้วยนี่

เขาคงรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วล่ะป่านนี้ (ฮา)

 

ทำงานที่ไหน บอกได้หรือเปล่าคะ

บอกได้ ทำที่สำนักพิมพ์มติชนค่ะ ก่อนหน้านั้นทำมาหลายอย่าง โดยมากเป็นฟรีแลนซ์ อยู่ในพรรค การเมืองก็เคยนะ

 

เล่าให้ฟังหน่อยค่ะตอนเด็กๆ เป็นไงบ้าง

เป็นลูกคนเดียวค่ะ ในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อและแม่เป็นทหาร ซึ่งทั้งสองคนเป็นทหารที่ประหลาดๆ หน่อย คือเป็นศิลปินมากกว่าเป็นทหารอยู่บ้าง ชอบร้องเพลงฟังเพลง มีชีวิตสบายๆ ไม่เข้มงวดมากนักและรัก ประชาธิปไตย

ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านนอกกับยายและน้าค่ะ พอจะเรียนหนังสือ ก็เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับพ่อแม่ ตั้งแต่จำความได้ รู้เลยว่าเราไม่เหมือนเด็กผู้หญิงอื่น ทะโมนมาก ชอบใส่กางเกงในตัวเดียวทำท่าเป็น ทาร์ซาน ปีนต้นไม้ ไม่ชอบนุ่งกระโปรงเลย แล้วเด็กๆ โดนเพื่อนล้อ ก็มีเรื่องชกต่อย ไม่ค่อยร้องไห้ ชกอย่างเดียว

จำได้ว่า ชอบไปโรงเรียน วันแรกที่ไปไม่ร้องไห้เลย เหมือนรู้ว่าจะได้เรียนหนังสือมาก ตอนนั้นก็สงสัย
มากว่า เพื่อนๆ ร้องไห้ทำไม เพราะเดี๋ยวแม่ก็มารับตอนเย็นแล้ว อยู่นี่แหละจะได้ร้องเพลง เรียนหนังสือ
โดยทั่วไปชีวิตก็ปกติสุขดี แต่ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นไปเสียหมด เพราะเราตาเหล่ เลยโดนล้อเรื่องตา จนกลาย มาเป็นชื่อเล่นที่เพื่อนเก่าๆ เรียกกัน ก็ออกจะเป็นปมด้อยในสมัยเป็นเด็ก เพราะจะมีเด็กสลัมแถวบ้าน เดินผ่านก็ล้อ หวิดมีเรื่องก็บ่อย แต่เนื่องจากเรียนหนังสือดี เลยไม่ค่อยเป็นปัญหานัก จนอายุ 13 ก็ไปผ่ากล้ามเนื้อตา เลยดูเป็นปกติ

คิดว่า เกิดมาไม่เหมือนใคร ลึกๆ คงมีความเพี้ยนอยู่ไม่น้อย เด็กๆ ก็อยากเป็นหมอหรือนักเขียนนะ ไม่ก็ครู เป็นหมอรักษาคนจน ประมาณนั้น

ช่วงเด็ก อยู่กับญาติ มีลูกพี่ลูกน้อง ก็เรียกได้ว่ามีเพื่อนเล่น แต่เล่นด้วยแล้วรำคาญ มันเอาแต่ขี้แย เล่นกับคนอื่นๆ ก็โดนล้อเรื่องตา พอดีอาผู้หญิงเขาเรียนตัดเสื้อ เลยมีหนังสือพวกขวัญเรือน ลลนา สตรีสาร หญิงสยามหรือสาวสยามไม่แน่ใจ อยู่เป็นตู้ๆ ก็เสร็จเรา ช่วงปิดเทอมถ้าไม่ไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด หน้าตู้หนังสือคือสวรรค์ อ่านๆ สมัยก่อนมีนิทานสนุกดี นั่นคือชีวิต ป.หนึ่ง ป.สองนะ ทำให้ชอบอ่านหนังสือ ความจริง ก่อนเข้าโรงเรียนก็ชอบหนังสือ จำได้ว่าไปเที่ยวงานวัดมีหนังสือภาพสวยๆ ขายด้วยก็รบเร้าให้แม่ซื้อให้ เออ..รู้สึกจะเป็นหนังสืออุลตร้าแมน

ครอบครัวให้อิสระ เลือกเรียนเอง หรืออยากทำอะไรก็ได้ แต่ก็ต้องมีขอบเขตพอสมควร ขนาดเรียน ม.4 มาแล้วอยากย้ายโรงเรียน ไปซ้ำชั้น ก็ยอมน่ะ แม่ก็ไม่ว่า และนั่นเป็นสิ่งดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่เกิดในชีวิตเรา คือการย้ายไปเรียนโรงเรียนสายปัญญา ซึ่งค่อนข้างให้อิสระทางความคิดและสนับสนุนเด็กที่ดูมีแววดี
รู้ว่าตัวเองชอบผู้หญิงเหมือนกันตอนเด็กๆ เลยหรือเปล่าคะ

สงสัยจะเป็นงั้นค่ะ เข้าโรงรียนวันแรกก็ปิ๊งเพื่อนคนที่นั่งหน้าสุด รู้สึกว่าน่ารักดี อยากเป็นเพื่อนด้วย ตอนป. สี่ ก็ชอบเพื่อนคนที่นั่งหน้าเรา ชอบคุยกับเขามากกว่าคนอื่นๆ ชอบเอาขนมไปให้ซ่อนไว้ใต้โต๊ะ แต่คงไม่ใช่ ความรักแบบตอนโตหรอกนะคะ รู้สึกแค่ว่าเพื่อนคนนี้น่าคบหา รู้สึกมาตลอดว่าตัวเอง ไม่เหมือนเพื่อน ผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่ชอบนุ่งกระโปรง ไม่ชอบผูกแกละ เวลาแม่จับแต่งเป็นเด็กหวานๆ จะอึดอัดมาก

อย่างนี้ถ้าคนทั่วไปก็จะบอกว่า สาเหตุที่เป็นเพราะว่าเป็นลูกคนเดียวไงล่ะ

อืม ใครๆ อาจจะคิดว่า ลูกคนเดียวทำอะไรก็ได้ ถูกพ่อแม่เอาใจ หรือบางคนมีปัญหา แต่เราว่าไม่ใช่หรอก เพราะไม่งั้นเราอาจต้องคิดว่า เพราะเป็นลูกคนกลางมั้ง เป็นคนสุดท้องมั้ง ลูกคนที่เท่าไรก็มีโอกาสเป็นคน รักเพศเดียวกันได้เท่ากันแหละ บางคนเกิดมาก็เป็น บางคนถูกกล่อมเกลาด้วย อะไรต่ออะไรทีหลัง ก็ได้เหมือนกัน บางคนชอบผู้ชาย อยู่ๆ มาเปลี่ยนเป็นชอบผู้หญิงเพราะรู้สึกว่าถูกจริตมากกว่าก็มี
เมื่อรู้แล้วว่าเราไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ในตอนนั้นเป็นยังไงคะ

อึดอัดนิดหน่อยว่าเออ แล้วเราจะทำไงดีหว่า.. แต่เราเป็นคนอ่านหนังสือนะ ตั้งแต่เด็กๆ เล็กๆ นั่นล่ะ พ่อให้อ่านปฐมสมโพธิกถาที่เป็นประวัติพระพุทธเจ้า หรือประวัติบุคคลสำคัญ ก็อ่านได้นะ ชอบด้วย แค่นี้ก็ไม่เหมือนชาวบ้านแล้ว ทางออกเวลาอึดอัดขัดใจก็คืออ่านหนังสือนี่แหละ

ที่บ้านญาติเขารับหนังสือสาวสยาม (คิดว่าชื่อนี้) ในนั้นมีเรื่องเล่าชื่อ “สวรรค์ปิดชีวิตเกย์” ไม่รู้ว่า เกย์ คืออะไร แต่พออ่านๆ ไป ก็พอเข้าใจได้ ไหนจะหนังสือ แปลก ในนั้นมีคอลัมน์อาโก๋ ยิ่งรู้ใหญ่ว่า อ้อมีเรื่อง พวกนี้ และพอจะเข้าใจได้ว่าโลกเราก็มีคนเหล่านี้อยู่จริงๆ (คงมีเราเป็นพวกเขาได้) อยู่ด้วย

ความรู้สึก มันปนๆ กันไปว่า เราอาจเป็นพวกเขานั่นล่ะ แต่หลายเรื่องในนั้นก็เป็นคนที่เราไม่อยากเป็น
แบบนั้น เช่นเป็นเรื่องของคนทำงานกลางคืน หรือคนในโรงงาน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นไม่ดีนะ หรือมุ่งมั่นที่จะมีเซ็กส์กันอย่างเดียว แล้วอาโก๋ ก็มักตอบแบบ “โถ..น่าสงสาร ขอให้ทำใจ ชีวิตแบบนี้ ก็เป็นแบบนี้แหละไม่ยั่งยืน” ยิ่งทำให้หดหู่หนักเข้าไปอีก แต่เวลาเดียวกัน ก็เหมือนค่อยๆ ฟอร์มความรู้สึกนึก คิดของตัวเองว่า เราอาจรักเพศเดียวกันได้จริง แต่น่าจะมีสาระในการดำรงชีวิตแบบนี้ได้ด้วย

เรื่องที่ได้อ่านเหล่านั้นทำให้เข้าใจเมื่อตอนโตว่า เรื่องชนชั้นก็มีผลเหมือนกัน การอยู่ในสังคมเปิดกว้าง ทำให้แรงกดดันในชีวิตน้อยลงด้วย เมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่น เข้ามาอยู่โรงเรียนหญิงล้วนจนจบ ม. 6 แน่นอนว่าต้องมีเรื่องแบบนี้ให้เห็นบ้าง แต่บรรยากาศรอบๆ ตัวผ่อนคลายมากกว่าแต่ก่อน

แล้วเพื่อนๆ รู้มั้ยว่าเราชอบเพศเดียวกัน/เขาว่ายังไงบ้าง

เพื่อนๆ ไม่ว่าอะไร เพราะเพื่อนหลายคนก็เป็นค่ะ (ฮา) ก็อยู่โรงเรียนหญิงล้วนนี่คะ เข้ามหาวิทยาลัยมีเพื่อน สนิทมาก ขึ้นทั้งผู้ชายผู้หญิง ก็โชคดีที่เพื่อนไม่มีอคติทางเพศ เราค่อนข้างโชคดีที่คนรอบข้างไม่ค่อยเห็นว่า สิ่งที่เราชอบเราเป็น เป็นปัญหา

 

ที่บ้านล่ะ มีใครรู้บ้างว่าเราชอบเพศเดียวกันนะ

น่าจะเป็นแม่ และน้าสองคน

แล้วเป็นไงบ้างคะ พาไปหาหมอ??

ไม่เลย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่เขาไปอบรมอะไรสักอย่าง น่าจะเป็นประเด็นนี้แหละ กลับมาหน้าเครียดบอก อย่าเป็น นะลูก พวกนี้น่ะนิยมความรุนแรง วิปริต ก็บอกเขาไปอ้อมแอ้มๆ ว่า เอาน่าไม่ทำอะไรน่าเกลียด
หรอก ในครอบครัว ไม่ค่อยพูดกันตรงๆ อยู่แล้ว แต่คิดว่าใครๆ ก็คงรู้ในตอนนี้ อาจเพราะที่ผ่านมาไม่มีอะไร ต้องกังวล คือเรียนหนังสือเอาตัวรอด และไม่มีทีท่าว่าจะเกี่ยวข้องอบายมุขหรือเกเร
มีเหตุการณ์อะไรที่สำคัญๆ เกี่ยวกับการเป็นคนรักเพศเดียวกันของเราหรือเปล่า

เรื่องดีนะคะ ล่าสุดเลย ก็คือได้ทำสารนิพนธ์เรื่อง “เชิงสังวาสของเพศเดียวกัน ในจิตรกรรมฝาผนังแบบ แผนประเพณีไทย สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-5)” ที่คณะโบราณคดี ศิลปากร พร้อมทั้งได้รับคำชม จากอาจารย์ว่าเขียนสนุกดี โชคดีที่อาจารย์ใจกว้างมาก มีข้อมูลที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า เรื่องอย่างนี้ น่าจะมีการศึกษาในหลายๆ ทางได้ โดยไม่ถูกจำกัดว่าจะต้องอยู่ในสายของสังคมวิทยาเท่านั้น รวมทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะหรือโบราณคดีก็อาจศึกษาด้วยมุมมองอื่นๆ ได้เหมือนกัน คิดว่าทำให้การเรียนรู้กว้างขวางขึ้น

ส่วนเรื่องไม่ดีน่ะหรือ ใครๆ ก็คงไม่อยากเอ่ยใช่ไหม (ฮา) เคยคบคนหนึ่ง เป็นคนที่มีปัญหาชีวิตตลอดเวลา ต่างจากเราซึ่งชอบมองโลกในแง่บวกหรืออย่างน้อยก็มองอย่างกลางๆ และเราไม่เคยหมดหวังกับสิ่งต่างๆ เท่าไร ส่วนคนนี้เลิกกันก็แย่เลย มีกินยาตายด้วยนะ แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร น่ากลัวไปหน่อย เลยทำให้ระวังมากขึ้นที่จะคบหากับใคร

 

ถามเรื่องสารนิพนธ์หน่อย ว่าภาพเชิงสังวาสที่ไปศึกษามาเนี่ย มีญรญ.ในประวัติศาสตร์หรือเปล่า

ในจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์นี่ จะมีภาพกากอยู่เยอะ ซึ่งก็คือภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลัก แต่ในเข้ามาเป็นภาพประดับตกแต่งพื้นที่ว่างบนฝาผนัง แล้วภาพกากพวกนี้แหละที่เขาใช้ศึกษา สภาพสังคมในอดีต อาจมีทั้งที่ช่างจินตนาการขึ้นมาก็มี หรือเป็นบันทึกเรื่องราวในขณะที่วาดหรือก่อนวาด มีทั้ง ชาย-ชาย และหญิง-หญิง ซึ่งเอกสารจำนวนมากก็มีระบุไว้ถึงเรื่องราวคนรักเพศเดียวกันในเวลานั้น และอยู่ในช่วงที่ไม่ห่างกับเวลาที่มีการวาดเรื่องเชิงสังวาสมากนัก อาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวที่ช่างวาด ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เขาโจษจันกันอยู่ในสังคมไทยเวลานั้น เพราะเรื่องที่เป็นที่ทราบๆ กัน ก็มีวาดบนฝาผนัง เช่นการปล่อยนักโทษออกมาให้ออกมาหากินเองก็ยังมีวาด เชิงสังวาสของเพศเดียวกันก็คงไม่ต่างกันค่ะ
ที่สำคัญ จำนวนมากที่อยู่ในฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังจะออกผนวช หรือตอนออกมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนอีกหลายๆ รูปอยู่ในภาพกาก

 

ในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์มองเรื่องนี้ยังไง

เราว่า เรื่องแบบนี้มีอยู่คู่กับมนุษย์มาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่สิบปีหรืออยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องปกติในหมู่มนุษย์และสัตว์ หลักฐานมีอยู่มากมายทั่วโลก เพราะเราเชื่อว่า มนุษย์มีความรัก ให้กันได้ และอาจมีเพศสัมพันธ์กันได้ด้วยโดยไม่จำกัดรูปแบบ อีกอย่างหนึ่ง เรื่องความสัมพันธ์ในเพศ เดียวกัน อยู่ในความรับรู้ของชนชั้นนำไทยตลอดมา เพราะอยู่ในกฎมณเทียรบาลที่มีต้นเค้า ตั้งแต่อยุธยาและอยู่ในพงศาวดารรัชกาลที่สามด้วย ซึ่งเท่าที่อ่านๆ ก็ไม่เห็นมีปฏิกริยาที่รุนแรงในหมู่ชน ชั้นนำ นอกจากอาจจะดูบ่นๆ แต่ตราบใดที่ไม่มีทีท่าว่าจะแย่งชิงอำนาจหรือแข่งบารมีกับพระเจ้าแผ่นดิน เรื่องนี้จะไม่มีผลมากนัก

และโดยรวม สังคมไทยดูจะมีขันติธรรมความอดทนกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป เรื่องของกะเทยน่าจะมีอยู่เป็น ปกติในสังคมทั่วไป คงเหมือนๆ ทุกวันนี้ที่เราพบเห็นทรานเจนเดอร์อยู่ทั่วไป แต่คงเพราะประวัติศาสตร์ มักมีแต่เรื่องของชนชั้นปกครอง เรื่องราวเล็กๆ เหล่านี้เลยไม่เป็นที่สนใจของนักประวัติศาสตร์ พอดีในจิตรกรรมโบราณมีอยู่ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องประหลาด จนถึงขั้นรับไม่ได้ในสังคมไทยโบราณ แต่พอมารับความคิดวิกตอเรียนที่เคร่งครัดในเรื่องเพศ เรื่องพวกนี้เลยเป็นเรื่องผิดปกติไป

 

วารุแต่งตัวไปทำงานแบบไหน

เราเลือกงานค่ะ ถ้าต้องให้แต่งตัวแบบที่ไม่ชอบก็ไม่ทำค่ะ คือขอนุ่งกางเกง แบบสุภาพๆ ก็ได้นะคะ
ส่วนงานปัจจุบัน ใส่กางเกงทำงานได้ ไม่เครียดเรื่องแต่งตัวค่ะ แต่ถ้างานไม่เสร็จอาจมีลงโทษให้ไปสวม กระโปรง (ฮา) ครั้งหนึ่งต้องไปงานในวัง จำต้องนุ่งกระโปรง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็นุ่งได้นะ เป็นคราวๆ ไป

 

แล้วกับที่ทำงานละคะ เป็นยังไงบ้าง

ไม่ว่าไง คนที่นี่ดูใจกว้างดี คือเราเองก็ไม่แมนเกินไป ทำตัวตามสบาย ทำงานให้ดี มีอัธยาศัย เลยไม่น่า มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเพราะการเป็นคนรักเพศเดียวกัน ตอนสัมภาษณ์ เขาถามว่า อะไรที่จะทำ ให้ทนไม่ได้ ก็บอก อะไรก็แล้วแต่ที่จะกระทบตัวตนของเรา มาหมิ่นแคลนรสนิยมส่วนตัว ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคนรักเพศเดียวกัน เขาก็อือๆ คือถึงแม้ว่า อาจเป็นไปได้ว่า “personal is a politic” แต่ที่จริงก็ต้องมีขอบเขตกันบ้าง แต่โดยทั่วไปค่อนข้างโชคดีเรื่องนี้ คนที่เกี่ยวข้องอาจไม่สนใจ ไม่ชอบ แต่ไม่พูด หรือเห็นว่าไม่เกี่ยวกับงาน ก็ได้ทั้งนั้น แต่ยังไม่เห็นปฏิกริยาในเรื่องนี้นะคะ เลยคิดว่า คงไม่เห็น เรื่องนี้น่ารังเกียจจนถึงคบกันไม่ได้

แต่เคยไปสมัครงานที่สำนักพิมพ์ใหญ่บิ๊กเบิ้มแห่งหนึ่ง สมมติชื่อสำนักพิมพ์ อ. นะคะ (ฮา) เขาบอกว่าต้อง ใส่กระโปรงทำงาน คือเขารับแล้วล่ะ พอเขาว่างั้นก็เลยกราบลา ไม่ทำดีกว่า เพราะตำแหน่งที่ต้องทำ ไม่เห็นต้องนุ่งกระโปรงนี่หว่า คือไม่เห็นใครๆ ที่นั่นนุ่งเลย หรือที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง พูดแบบตวาดๆ ว่าทำไมไม่นุ่งกระโปรงมาสมัคร ทั้งๆ ที่ทั้งออฟฟิศมีแต่คนนุ่งกางเกง เลยไม่เข้าใจและหวิดมีเรื่องกันแนะ
ทำให้ก่อนหน้านี้เลือกที่จะทำงานอิสระค่ะ สะดวกใจดี จะได้ไม่มีใครอึดอัดกับเราและเราจะได้ไม่
อึดอัดกับใครๆ

 

เคยถูกเพื่อนร่วมงานเค้าเม้าท์อะไรที่เกี่ยวกับการเป็นคนรักเพศเดียวกันของเรามั้ย

อาจจะมีก็ได้ค่ะ เพราะเราเปิดเผย แต่ไม่ใช่มานั่งเล่าเรื่อยเปื่อยหรือประกาศตนปาวๆ ให้รู้ไปเอง เคยมีเพื่อนถามเหมือนกันว่า ไม่คิดเปลี่ยนใจไปชอบผู้ชายบ้างหรือ ก็บอกว่า เออ ไม่แน่นะ ถ้าดีหรือเลวถูกใจเรา เราอาจจะชอบก็ได้

เป็นนักเขียน แล้วคิดจะเขียนเรื่องกับญรญ.มั้งหรือเปล่า

คิดจะเขียนอยู่ตลอดเวลา และเขียนไปแล้ว อ่านได้ใน SHE 1 และ 2 มีลงประปรายในดิฉัน และวอลลุ่ม มีแต่เรื่องหญิงรักหญิง อ้อ มีเรื่องเดียวเป็น หญิง-ชาย

 

เคยวิเคราะห์งานเขียนเกี่ยวกับญรญ.ดูบ้างมั้ย มองว่ามันเป็นยังไง

มีหลายกลุ่มหลายประเภทค่ะ นอกจากงานวิชาการหรือบทความ เฉพาะเนื้อหาในงานวรรณกรรม มีทั้งเรื่อง รันทด มีความทุกข์ เรื่องที่ต้องปกปิดแอบซ่อน อีกกลุ่มเป็น เรื่องราวรักแบบสบายๆ โรแมนติก หวานๆ
ไม่รู้สึกผิด ไม่เป็นทุกข์กับการเป็นคนรักเพศเดียวกัน แนวนี้จะมีความเป็นอิสระในการเขียนมากค่ะ เพราะในเมื่อเราไม่ทุกข์ เราจะเป็นอะไรได้หลากหลายมาก ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็คือ เรื่องอีโรติกเด็กวัยรุ่น ชอบอ่าน กันมากเลยนะ

มีคำถามค่ะ ถามใครก็ได้ ว่าเราจะเขียนเรื่องหญิงรักหญิงโดยไม่ใช่เรื่องรักได้ไหม? น่าจะมีใครลอง ดูนะว่าไหม

 

คิดว่าอคติที่สังคมมีต่อญรญ.เกิดจากงานเขียนเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า

อาจมีส่วนค่ะ โดยเฉพาะงานแนวอีโรติก ที่ไม่ค่อยให้อะไรแม้แต่อารมณ์สุนทรีหวามไหว แต่ดูมั่วๆ ไงไม่รู้ คือเรื่องอีโรติกเขียนได้ แต่ต้องมีรสนิยมพอควรนะ ไม่งั้นกระทรวงวัฒนธรรมไม่ปลื้ม (อ้าว) คืองี้ เรื่องอีโรติก ที่เป็นเหตุเป็นผลก็น่าสนใจ ซึ่งก็ต้องฝึกฝนพอควร แต่เท่าที่มีออกมา ออกจะมั่วเพศไปหน่อย ตอกย้ำความ เชื่อของคนทั่วไปที่คิดว่าความสำส่อนเป็นคุณสมบัติของคนรักเพศเดียวกันเพราะไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ผูกพัน เพราะไม่ต้องอยู่กับแบบครอบครัวมีลูก นี่ละที่คนอื่นๆ เข้าใจว่าเราเป็นอย่างนั้นไปหมด

 

ถ้าเขียนโต้กลับไปคิดว่าจะช่วยลดอคติได้มั้ย

ยากนะ ในสังคมเรา แค่อยู่กันสบายๆ อย่างนี้ก็ดีแล้ว อาจจะชิงชังบ้าง แต่อย่าล้ำเส้น การตอบโต้ อาจไม่จำเป็นก็ได้ เพราะก็ได้แต่โต้กันไปมา แต่เราอาจอธิบายได้นะว่าอะไรเป็นอะไรในกรณีจำเป็น เราว่า คนที่อยากสร้างงานเขียนดีๆ ก็มีเยอะ สร้างงานเขียนดีๆ ขึ้นมามากๆ หรือจะสร้างเรื่องอีโรติกที่มีคุณภาพ ก็ยังได้ ดีกว่าไปตอบโต้ให้เหนื่อยเปล่า หรือทำหนัง ทำสื่อให้สวยๆ ดีๆ ไม่ต้องหมองหม่น ไม่ต้อง หมกมุ่นกับเรื่องบนเตียง ก็พอ

 

เล่าเรื่องแฟนให้ฟังบ้างได้ไหมคะ

เอาเฉพาะคนที่อยากเล่าก็แล้วกันนะคะ ถ้าเล่าหมดอีกสิบหน้าก็ไม่หมด โม้น่ะ 55 รวมๆ ก็คือ เรามักเป็น เพื่อนกันมาก่อน เราเลือกที่จะคุยกับเราได้เข้าใจนะ คือความไม่เข้าท่าของเรา อย่างหนึ่ง ก็คือชอบ คิดว่าตัวเองรู้เยอะ และคนที่จะคุยกับเราได้ก็ต้องรู้อะไรไม่น้อยกว่า หรือมีอะไรน่านับถืออยู่ในนั้น พิเศษๆ หน่อย ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะต้องมีการศึกษาสูงเสมอไป แต่ไม่ชอบเลยที่บางคนรู้น้อยไปหน่อยหรือ ชอบทำท่าสิ้นหวังกับชีวิต ไม่ชอบหาความรู้ มองอะไรบวกลบ ก็อยู่กันยาก มีอยู่อย่าง ก็คือที่ผ่าน มาเรามักไม่ค่อยเรียนรู้คนแต่ละคน ชอบก็ไปเลย แต่ก็ไม่แน่ ขนาดเรียนรู้อยู่นาน ในที่สุดก็ไปเหมือนกัน (ฮา)

เรื่องน่าประหลาดก็คือ เรามักย้อนกลับไปคบคนเดิมๆ อยู่เรื่อย แต่ไม่เสมอไปหรอกนะคะ บางคน
เรื่องราวหนัก หนามากก็ไปเถอะไปอย่ามายุ่งกันอีกเลย บางคนก็น่ากลัวค่ะเช่นคนที่ว่ามีปัญหาชีวิต ตลอดเวลา เราเองก็พยายามช่วยเหลือ แต่เมื่อทำเต็มที่ยังแย่อยู่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทุกวันนี้ที่คบ อยู่ก็เป็นคนเดิมที่เคยคบเมื่อหลายปีก่อน เลิกรากันไปนานพอดู แต่พอรู้ว่าคนนี้แหละพอเหมาะพอดีกับเรา และที่สำคัญ เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องจีบกันมาก ก็เลยลองชวนเขามาคบกันดูอีกครั้ง สำคัญที่มีความ เป็นเพื่อนกันด้วย และตกลงกันว่า เราจะเป็นเพื่อนกันให้มากกว่าเป็นคนรัก ชอบที่เขาเป็นคนอยู่เงียบๆ เป็นนักวิชาการ มีชีวิตเรียบง่ายเป็นระเบียบแบบแผน แต่ก็มีความเป็นกบฏกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงไปตรงมา ส่วนเราบางทีก็ชอบความโลดโผนในชีวิต ชอบเดินทาง บางทีก็ต่างกันสุดขั้ว มีเรื่องทะเลาะก็บ่อย แต่ส่วนใหญ่ก็โอเคดี

 

ความสัมพันธ์ที่จบๆ ไป มันเพราะอะไรคะ

อาจจะหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรานิสัยไม่ค่อยดี เอาแต่ใจ เรียกร้องสูงมากกับคนสนิทๆ พึ่งพาตัวเอง ได้ไม่มากเท่าที่ควร บางทีก็มีเหมือนกันที่แบบว่า..คนอื่นนินทาว่าเราเจ้าชู้ เดี๋ยวๆ ก็เปลี่ยน เราว่าอีกฝ่ายน่ะ บางคนก็พอๆ กับเราล่ะ เพียงแต่เราไม่เห็น

หรือปัจจัยที่มีจากอีกฝ่ายก็คือ วันหนึ่งพบว่าตัวเองชอบผู้ชายมากกว่า อาจเพราะรสนิยมเดิม หรือต้องการ ความ มั่นคงที่เป็นกระแสหลักที่คนอื่นๆ เขาทำๆ กัน ก็เลยจากไปแต่งงาน นี่ก็มี แต่ทุกวันนี้หลายๆ คนก็ยังเป็นเพื่อนกันนะ มีทุกข์ร้อนอะไรก็ยังคุยกันตลอด (เลยรู้เลยว่าอดีตเยอะ)สำหรับเรา เป็นคนรัก กันไม่ได้ ก็เป็นอย่างอื่นที่ดีต่อกันได้นี่ บางคนเป็นเพื่อนกันดีกว่าตอนเป็นแฟนอีกนะคะ

 

แล้วที่เขาบอกว่าชีวิตคู่แบบนี้ไม่ยั่งยืนละคะ คิดว่ายังไง

คิดว่าสาเหตุหลักๆ มาจากความอ่อนไหวทางสังคม หมายความว่า การไม่ได้รับการยอมรับ มีอคติ และการที่ต้องอยู่ท่ามกลางความคิดความรักกระแสหลักมีอิทธิพลมากต่อการใช้ชีวิตคู่ของเพศเดียวกัน และความคิดพื้นฐานของคนทั่วไปที่ “เชื่อ” ว่าความรักแบบนี้วิปริต โดยเฉพาะอิทธิพลที่มาจากครอบครัว ที่มักจะรังเกียจเดียดฉันท์ความสัมพันธ์แบบนี้

ความจริงถ้าเรามองแง่ดี พ่อแม่อาจเป็นห่วง ว่าเราจะอยู่ยังไงในโลกแบบนี้ ถ้าเราแตกต่าง ก็เลยต้านทาน สุดฤทธิ์ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ให้ลูกเป็นอย่างนั้น ซึ่งมักไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบางคนอาจจะเป็น มาตั้งแต่พันธุกรรมก็ได้

ดังนั้นอะไรที่ถูกเชื่อกันว่าผิดปกติมันจะไม่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่คนทั่วๆไปเท่านั้น คนรักเพศเดียวกันเองก็เถอะ ลึกๆ ก็มีความรู้สึกอย่างนี้ แล้วหวั่นไหวง่ายด้วย ก็เลยส่งผลให้รักๆ เลิกๆ อยู่นั่นเอง

แต่ในความคิดเรา เราว่าความรักแบบนี้ก็สามารถอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตได้ แต่ต้องเข้มแข็งมีขันติมากหน่อย อย่าหวั่นไหวง่ายๆ ความรักแบบนี้ไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ถ้าเราทำให้ทุกๆ อย่างมันดูปรกติธรรมดา มันก็จะปกติ แต่อาจจะมีบางอย่างที่อาจจะต้องดีไซน์ขึ้นมาบ้าง แล้วแต่ในรายละเอียดที่แต่ละคนเป็น ซึ่งอันนี้ก็น่าเห็นใจคนรักเพศเดียวกันจำนวนมากทีเดียวที่สภาพแวดล้อมรอบตัวอาจไม่เอื้อให้เขามีความ
สุขในชีวิต แน่ล่ะว่าอีกจำนวนมากที่โชคดี ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ คนที่มีความ หวังจึงจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีได้ ไม่ได้หมายความว่า เราต้องยอมตามหรืออยู่ใน ออร์เดอร์ที่สังคมบอก หรือยอมในสิ่งที่ไม่เข้าท่า ที่ในที่สุดก็อยู่ในวิถีที่สังคมบอกเหมือนผ้าพับไว้ จนเป็นสิ่งที่เราเรียกๆ กันว่า “กุลเกย์” เพราะในที่สุดก็ไม่ต่างกับการที่เอาโครงสร้างแบบชายหญิงมาครอบเราไว้อีกเหมือนเดิม ซึ่งเราคิดว่า ความเป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นมันมีความพิเศษอยู่มาก เช่นเรื่องความคิดที่มักจะไม่มีกรอบ เหมือนคนอื่น อะไรแบบนั้น

ฉะนั้นถึงบอกว่าหลายอย่างอาจต้องดีไซน์ใหม่ภายใต้โครงสร้างสังคมใหญ่ที่เราอยู่ร่วม
เอ้อ…หรือว่าบางทีถ้าเราผ่านอคติทางเพศ ศาสนา การเมือง ไปได้ มนุษย์เราก็น่าจะมีความสุขขึ้นมาก เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ไง จะเกลียดกันยังไงก็ตาม ตราบใดที่การเดินทางไปอยู่ดาวอื่นยังไม่สะดวก เราก็ต้องอยู่ด้วยกันในโลกนี้แหละ ไปใหญ่ๆ กลับมาประเด็นดีกว่า

 

คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งคู่สามารถอยู่ด้วยกันได้นาน

ชีวิตคู่ไม่ว่าอยู่ในรูปแบบไหน มันไม่ง่ายนะคะ คนสองคนที่ต่างคนต่างเกิดแล้วต้องมาอยู่ด้วยกัน
หรือรักกันน่ะ ฉะนั้น การอยู่ร่วมกันนอกจากปัจจัยอื่นๆ นานาชนิดแล้ว ความเป็นเพื่อนสำคัญมาก
ที่ผ่านมา เพื่อนสมัยเด็กก็ยังเป็นเพื่อนกันจนทุกวันนี้ คงเพราะเราคุยรู้เรื่อง มีประสบการณ์ร่วมกัน มีความรู้และความสนใจในระดับใกล้เคียงกัน คู่รักก็ไม่น่าจะมีคุณสมบัติต่างไปจากนี้มากนัก แต่ที่เพิ่มมาก็คือเรื่องความสวีตหวานอันลึกซึ้ง ที่สำคัญ น่าจะเป็นความรู้สึกสงบร่มเย็นเมื่อได้อยู่ด้วยกัน
ถ้าคู่รัก จะเป็นแต่คู่รักอย่างเดียว แล้วจะทำยังไงถ้าวันหนึ่งอยากจะมีเพื่อนร่วมคิดเรื่องราวต่างๆ เป็นแฟนอย่างเดียว งอนกันก็จบเลย

ความเป็นเพื่อนร่วมคิด ร่วมทุกข์ร่วมสุข ยอมรับได้ในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างแย่ ชื่มชมในสิ่งดีที่ต่างฝ่ายมี ก็น่าจะทำให้อยู่กันได้นาน

 

เซ็กส์ละคะ เป็นปัจจัยสำคัญหรือเปล่าในการครองคู่ของคนเพศเดียวกัน(ญรญ.)

ถ้าคุณคิดว่ายังไม่อยากมีวิถีแบบรักษาพรหมจรรย์ เซ็กส์สำคัญนะ มีความเชื่อว่า เซ็กส์ดีๆ
ทำให้สุขภาพจิตดี เซ็กส์ดีๆ ก็คือต้องมีกับคนที่รัก บรรยากาศดีๆ และควรเซฟเซ็กส์ด้วยนะ

สำหรับเราตอนนี้ มีความสำคัญในราว 40 % คงเป็นไปตามวัยค่ะ มีก็หวานๆ ดี ทำให้ชีวิตชุ่มชื่น แต่เราคิดว่าไม่น่าส่งผลสำคัญที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในความสัมพันธ์นะคะ ลองคิดดูสิว่า ถ้าวันหนึ่ง ทุกอย่างเสื่อมขึ้นมา เราจะยังรักคนนี้อยู่ไหมนะ ก็คงรักล่ะนะ เรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็ยังมี ให้เราอยู่ด้วยกันได้รักกันได้

สมัยอายุน้อยๆ อาจรู้สึกว่ายังไงต้องมี มีแล้วต้องเป็นแฟน ต้องรับผิดชอบ แต่พอเวลาผ่านไป ก็มีปัจจัยหลากหลายเพิ่มมา เช่น เราอยากคุยเรื่องหนังสือ เรื่องความคิด หรืออยากอยู่นิ่งๆ ด้วยกัน กระทั่งไปไหนมาไหนด้วยกันได้ทุกหนแห่ง

คิดว่าเรื่องวัยก็มีผลกับเรื่องนี้เหมือนกันนา (ฮา)

Share

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>