ลุงเปล่งผู้่รู้ว่า… “ความรู้สึกแบบนี้เท่าที่จำได้ก็ประมาณ ป.5 “

uncle_pleng

ลุงเปล่ง หรือ uncle_pleng เป็นอีกนามแฝง ที่มักจะพบเจอบ่อยๆ ในเว็บบอร์ดของสะพาน นามแฝง นี้จะมาพร้อมกับการอำ ขำ ตลกค่ะ

แต่ทราบมั้ยคะว่า่…แท้ที่จริงแล้ว คนผู้นี้ สุดจะจริงจังกับชีวิต และความรัก การงาน อย่างที่เรา ไม่เคยคิดกันมาก่อนเลยค่ะ (จริงๆ น๊า)

จริงจังอย่างไร (จริงหรือเปล่า) มน.กับแม่มณีจะพาไปทำความรู้จักค่ะ

ทำไมลุงถึงใช้นามแฝงในเว็บว่าลุงเปล่งล่ะ

ฮ่าๆ ๆ ชื่อนี้เห็นแล้วปิ๊ง…(ก๊ากกกก) เชยได้ใจดีจริงๆ เลย ชื่อนี้เป็นชื่อ “พ่อ” ของคนใกล้ตัว แล้วอีกอย่างคิดว่าตรงกับบุคลิกลักษณะเราด้วย เป่งๆ จนจะปริ (ไอค่อนขำก๊ากกกกกก) เล่าแล้วเขิน…ใช้ชื่อลุงเปล่งตอนเข้าวงการใหม่ๆ (โลกไซเบอร์) ช่วงนั้นจะมีข่าวล่อลวงกันทางเน็ต เราน้องใหม่ไง…ก็หวาดกลัวกับสังคมที่ไร้ตัวตน กลัวจะถูกล่อลวง (ไอค่อนเขินแก้มแดง) ก็เลยใช้ชื่อ “ลุงเปล่ง” อย่างน้อยก็เป็นเกราะป้องกันตัวให้กับ “ผู้หญิงตัวเล็กๆ” (กว่าภูเขาจิ๊ดนึง) อย่างเราได้ เพราะชื่อเชยๆ แบบนี้…ใครเห็นก็ไม่อยากเสวนาด้วยหรอก (ไอค่อนฮาแตก)

ใช้ลุงแสดงว่าเป็นทอม

อืมม์…บอกตรงๆ นะ…ยังหาเผ่าพันธุ์ให้ตัวเองไม่เจอ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคน “อ่อนหวาน” เลยดูออกไปทางเหี้ยมทมิฬ (ขำก๊ากอีกที) ก็เป็นผู้หญิงนี่ล่ะ เพียงแต่เราเป็นผู้หญิงที่พิเศษกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไปตรงที่มักจะเกิดความหวั่นไหวกับพวกเดียวกันมากกว่า (ไอค่อนแก้มแดงระเรื่อ) แล้วจะเป็นฝ่ายบุกไม่ใช่ฝ่ายตั้งรับ (ไอค่อนขยิบตา) ที่ผ่านมา…คนใกล้ตัวจะรูปร่างเล็ก บทบาทของเราเลยเป็นคนที่ทำหน้าที่ปกป้องดูแล (ไม่ให้แตกแถว) ก๊ากกกกกก…!!!

ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่า... ความรู้สึกแบบนี้เท่าที่จำได้ก็ประมาณ ป.5 (ไอค่อนขำกลิ้ง) ขึ้น ป.5 เปลี่ยนชั้นเรียน เปลี่ยนห้องเรียน เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนใหม่  นั่งๆ เรียนอยู่...ลางสังเห่า เอ๊ย ลางสังหรณ์บอกว่า...มีคนนั่งมองอยู่ ก็เลยหันขวับไปมอง ก็เลยหันขวับไปมอง ก็เจ๊อะกับสาวตาแป๋วแหวว นั่งมองอยู่ ก็เลยส่งยิ้มให้ไป

ทอมในความหมายของลุงคือยังไงคะ/แตกต่างจากหญิงรักหญิงมั้ย

สมัยเป็นเด็กนะ…ไม่รู้หรอกว่าทอม คือะไร ตอนนั้นเค้าเรียกกัน LB เราก็ไม่เข้าใจความหมาย รู้แต่ว่าเป็นคู่ผู้หญิงที่สนิทกัน คบกันเป็นแฟน แต่พอโตขึ้นมา … งงหนักกว่าเดิม (ขำ) ด้วยว่ามีการ แบ่งแยกหลายเผ่าพันธุ์เหลือเกิน แต่สรุปโดยรวม ทอมในความหมายของเราก็คือ sub set ของ ญรญ
ญรญ ก็เป็น sub set ของ Homosexual ไม่ต่างกันหรอก เพียงแต่ทอม จะมีลักษณะการแสดงออก
ที่ชัดเจน ขออนุญาตเปรียบเทียบกับ “กะเทย” เราเรียกผู้ชายแต่งหญิงว่า “กะเทย” แล้วผู้หญิงที่แต่งตัว เป็นชายเนี่ยเราเรียก “กะเทย” ด้วยได้หรือเปล่า เนี่ย…สับสนจริงๆ ใครถามลุงเปล่งเป็นอะไร ก็ใบ้รับทานทุกที…ตอบไม่ได้ ก็ได้แต่ตอบไปว่า… I am what I am…!!! (วิ๊ดวิ๊วววว…)

ช่วงวัยรุ่นก็เคยนะ…สุดโต่งเลย ตัดผมสั้นเกรียนไถรองทรง สงสัยเหมือนกันว่า…พ่อแม่ไม่ว่าซักคำ ขับรถไปเรียนมีเพื่อนนั่งไปด้วยหลายคน ลูกชายป้าเราไปเล่าที่บ้านเค้ากับเพื่อนๆ ว่า….สาวๆ ในรถเราสวยกว่าแฟนเค้าอีก (ฮ่าๆ ๆ )

แต่พอช่วงเรียนใกล้จบก็เริ่มคิดแล้วว่า…ถ้าขืนยังคงสภาพแบบนี้ไว้…คงหางานไม่ได้ เมื่อก่อนนั้นสังคม ยังไม่เปิดกว้างขนาดนี้ อ่อ… ก็เลยเริ่มเปลี่ยนลุค (ไอค่อนอ๊ายยยยยอาย…) เริ่มไว้ผมยาว จากเดิมผม รองทรง เสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง กระโปรงทรงตรงธรรมดา สวมผ้าใบไปเรียน ก็เปลี่ยนแนวแหววขึ้น
เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าโตมายังไง/ชีวิตวัยเด็กเป็นยังไงบ้าง

โตมายังไง…ก็กินข้าวกินอาหาร (เหมือนคนปกติ) ไม่ได้กินหญ้าน่อ ถึงได้โต…อิอิ…ไม่งั้นคงแคระไปแล้ว (ไอค่อนยิ้มกว้าง) ชีวิตวัยเด็กเหรอ…เป็น “ลูกสาว” คนโต มีน้องสาวอีกสาม มี “เทวดา” มาเป็นเป็น น้องชายคนเล็ก รวมเป็น 5 คน ชีวิตวัยเด็กก็โน่นนนนเปงหลานย่าโม ครอบครัวแวดวงข้าราชการ ชีวิตไม่โลดโผน…เรียนโรงเรียนผู้หญิงมาตลอด ( ไอค่อนยักคิ้วหลิ่วตา )

อย่างนี้เพราะว่าเรียนหญิงล้วนสิถึงได้เป็น แถมเป็นพี่คนโตอีกต่างหาก คือถ้ามีคนมาบอกว่า ลุงชอบผู้หญิงด้วยกัน เพราะเหตุนี้ลุงจะบอกเค้าว่ายังไงคะ

กับคนอื่นไม่รู้นะ…แต่กับตัวเอง ต้องบอกว่าใช่บางส่วน ก็เรียนแต่โรงเรียนผู้หญิง จะไปเหล่ตัวผู้ได้ที่ไหนล่ะนั่น แต่จริงๆ แล้วนะ เริ่มปิ๊งสาวตั้งแต่ ป.ห้าแล้ว ซึ่งตอนนั้นน่ะเรียนโรงเรียนสห

รู้ตั้งแต่เด็กหรือเปล่าว่าเราชอบผู้หญิงเหมือนกัน

ฮื่อ…น่าจะใช่ แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่า…ความรู้สึกแบบนี้เท่าที่จำได้ก็ประมาณ ป.5 (ไอค่อนขำกลิ้ง) ขึ้น ป.5 เปลี่ยนชั้นเรียน เปลี่ยนห้องเรียน เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนใหม่ นั่งๆ เรียนอยู่…ลางสังเห่า เอ๊ย ลางสังหรณ์บอกว่า…มีคนนั่งมองอยู่ ก็เลยหันขวับไปมอง ก็เลยหันขวับไปมอง ก็เจ๊อะกับสาวตาแป๋วแหวว นั่งมองอยู่ ก็เลยส่งยิ้มให้ไป นั่งๆ เรียนไปซักพัก…หันไปใหม่ เค้าก็ยังมองมาอยู่เหมือนเดิม สรุป… นั่งเรียนไป…หันไปส่งยิ้มกันไป 55555555 หวานแหววเลยมั๊ยล่ะ หลังจากนั้นก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตอนนั้นก็รู้สึกแค่ว่า…คนนี้เพื่อนเรา หวง…ใครห้ามยุ่งนาเฟ้ยยยยยยยย นึกย้อนกลับไปแล้วสนุกเหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่รักแรกอ่ะ แค่ปิ๊งๆ เพราะเราไม่รู้ไง ว่ามันคืออะไร

 

ตอนนั้นยังเป็นเด็กๆ ไง จับคู่กัน คนนั้นคู่คนนี้ คนนี้คู่คนนั้น ว่ากันไป...แต่พอเรียนจบ ก็แยกห่างหายกันไป...บางคนก็แต่งงานแต่งการ มีครอบครัว เพื่อนก็คงซึมซับในความเป็นตัวเรา
เมื่อรู้แล้วว่าเราไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นเป็นยังไงคะในตอนนั้น

ไม่เป็นไงเลย เฉยๆ เพราะยัง “ซื่อ” (บื้อ) อยู่ เมื่อก่อนน่ะ…เรียนหนังสืออย่างเดียวไง้ รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน เขียนแต่ “เลิฟ” ฮ่าๆ ๆๆ ใครเกิดรุ่นเดียวกันคงเคยได้ยินคติพจน์อันนี้ จริงๆ นะ เมื่อก่อนฝ่ายปกครอง เฮี้ยบมาก เรื่องชู้สาว…ถ้ามีล่ะเป็นเรื่อง ระเบียบโรงเรียน ห้ามซอยผม แต่ก็มีพวกแหกกฏ แล้วก็มาท่อง “ซอยแล้วเสย เสยแล้วสวย เจอ “ระทวย” ซวยไปเลย” ฝ่ายปกครองชื่อ อ.ระทวย 555555

แล้วที่โรงเรียนตอนนั้น มีคู่อื่นอีกมั้ยคะ ที่เป็นทอมดี้/แล้วคู่อื่นๆ เขาเป็นยังไงบ้าง

โอ้วววววววววส์…มีหลายคู่นะ รุ่นพี่ที่เห็นๆ ก็มี รุ่นเดียวกันก็มี เราก็ประมาณได้ข่าวซุบซิบในโรงเรียน คนนั้นคู่คนนี้ คนนี้คู่คนนั้น ก็เห็นเค้าไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลาต้องเข้าค่ายพักแรมเนี่ยจะเป็นช่วงลุ้นระทึก มันช่วงเป็นช่วงของการที่จะได้แสดงออกทางอารมณ์กันได้อย่างเต็มที่ บรรยากาศเป็นใจ เดินทางไกลกลางคืน ผจญภัยกลางคืน ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันและกันได้อย่างเต็มที่ นอนคนละเตนท์ยังขอย้ายเตนท์เล้ย…

แล้วเพื่อนๆ รู้มั้ยว่าเราชอบเพศเดียวกัน/เขาว่ายังไงบ้าง

ตอนนั้นยังเป็นเด็กๆ ไง จับคู่กัน คนนั้นคู่คนนี้ คนนี้คู่คนนั้น ว่ากันไป…แต่พอเรียนจบ ก็แยกห่างหาย
กันไป… บางคนก็แต่งงานแต่งการ มีครอบครัว เพื่อนก็คงซึมซับในความเป็นตัวเรา จนเค้าไม่รู้สึกแปลกแยกอ่ะ เพราะในชีวิตที่ผ่านมา…คลุกคลีอยู่แต่กับผู้หญิง ตอนเรียน ป.ตรี เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีผู้หญิงไม่กี่คน หลังจากเรียนจบ แยกย้ายไปตามทาง ปีนึงจะรวมตัวกันครั้งนึง เคยมีเพื่อนผู้ชายแซวเหมือนกันว่า….อารายวะ…กรูเห็นมาแต่ละปีไม่ซ้ำหน้ากันเลย ฮ่าๆๆ ๆ (ไอเพื่อนคนนี้พูดเกินจริง) พูดหวังให้เกิดความแตกแยก

ที่บ้านรู้มั้ยคะ
เค้าคงรู้แต่ไม่พูด ไม่ถาม เพราะเค้าเห็นแต่พาผู้หญิงเข้าบ้าน 55555 ไม่เคยเห็นพาผู้ชายเข้าบ้าน

รู้แล้วที่บ้านว่ายังไงบ้าง
ก็ไม่อะไรนะ เพราะเค้าก็คงไม่คิดว่าเป็นความผิดปกติ เพราะมันเป็นปกติของเรา (งงมั๊ยเนี่ย) แล้วทำไมต้องไปหาหมอล่ะนั่น

มีเหตุการณ์ลืมไม่ลงเพราะความที่เราเป็นแบบนี้บ้างมั้ยคะ

ทุกเหตุการณ์มันน่าจดจำทั้งน้านนนนนนนนนน 5555555 เลยไม่รู้สึกว่าเหตุการณ์ไหนโดดเด่นกว่ากัน เอาเป็นว่ามีวีรกรรมเด็ดๆ เป็นต้นว่า…เราไล่คนที่คบกันอยู่ลงรถ ให้เดินกลับบ้านเอง ในชีวิตมีใครมั่ง มีกี่คนไม่ต้องรู้หรอกนะ แต่จะเล่าว่า หนึ่งในนั้นเป็นคนต่างชาติ เจอกันโดยบังเอิญ สรุปรวบรัด แม่เราชวนเค้าไปพักด้วยที่บ้าน แล้วให้เราเนี่ยพาเที่ยว สมัยนั้นยังเรียนอยู่ปี 3-4 นี่ล่ะ เค้าเป็นลูกคนโต เราก็ลูกคนโต ไม่มีใครยอมใคร บางทีขับรถอยู่ คุยกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง…ก็ทะเลาะกัน เค้าบอกจอดรถ เค้าจะลง เราก็จอด 5555555 แล้วปล่อยให้เค้าลงเดินกลับบ้านเอง (อ่ะธ่อ นึกว่าเราไม่กล้าสิ) เราก็ขับรถกลับบ้าน สักพักเค้าก็กลับถึงบ้าน หูยยยยยยยยย…มาถึงจับเราเขย่าๆๆ (สมัยนั้นเราตัวเล๊กกกกกกกก) (ไอค่อนอายเอียง ๆ) เพิ่งเคยเห็นเค้าโมโห สรุปคือ คนข้างบ้านเห็นเค้าเดินอยู่ริมถนนคนเดียว ก็เลยรับเค้านั่งรถกลับบ้านไปด้วย

เค้าจะชอบโรตีสายไหม วันเค้ากลับประเทศนะ…นั่งรถผ่านรถโรตีสายไหม เค้านั่งน้ำตาไหล หลังจากนั้นก็ติดต่อกันมาเรื่อยๆ ทางจดหมาย เขียนทุ๊กกกกกกกกวัน คิดดูแระกัน สมัยก่อนไม่ได้ใช้อีเมล์ สมัยนี้มีอีเมล์ มีเอ็ม ยังขี้เกียจ 55555555 หลังจากนั้นก็ห่างๆ กันไป แต่ก็นึกถึงตลอด ไปเที่ยวไหนๆ ก็นึกไว้ว่า…ถ้าได้เจอกันอีกครั้งจะพาเค้าไป จนเรียนจบ เข้ามาทำงานในกรุงเทพ ก็ส่งจดหมายบอกไปว่า…เราย้ายเข้ากรุงเทพแล้วนะ แล้วก็ห่างงงงงงงกันไป สิบสองปีผ่านไป จู่ๆ มีจดหมายมาบอกจะมาเมืองไทย ช่วงนี้ๆๆ เราก็นึกว่าเค้าอำ ก็ไม่สนใจ (เพราะอยู่กับอีกคน…อิอิ…ใครจะรอละว๊า) อยู่มาวันนึง…เพื่อนโทรหา บอกว่า…เน่ๆ ฝรั่งมารออยู่ที่ห้องให้ทำไง อ้าวเฮ้ยยยยย…!!! มาจริงเหรอ ก็เลยขออนุญาตคนข้างๆ บอกเค้าว่า…จำได้ป่าว เคยเล่าว่าคบใครมาบ้าง เค้าตอบ ฮื่อ เราเลยบอกนั่นล่ะ เค้ามาแล้ว ขออนุญาตไปอำนวยความสะดวกหน่อยนะ (1 เดือน) 55555555 เค้าก็ ฮื่อ ไม่ว่าซักคำ (เราเลยไปไหนไม่รอด) (ไอค่อนก้มหน้าเอามือเขี่ยๆ พื้น)

แล้วได้ไปเดือนนึงเปล่าลุง

ฮื่อ ไปสิ ระหว่างนั้นก็พาเค้าเที่ยวในที่ๆ เราคิดไว้ ขับรถเที่ยวกัน ขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปตะวันออก มีความรู้สึกว่า ได้ทำในสิ่งที่คิดไว้แล้ว… ถ้าเค้ากลับไป แล้วไม่กลับมา…ก็ไม่มีอะไรติดค้างในใจ เพราะได้ทำ ในสิ่งที่หวังไว้ครบถ้วน ก็บอกเค้านะ…ว่าที่เธอกลับมาเนี่ย ทำให้ฝันเราเป็นจริง ได้ทำในสิ่งที่คิดไว้ แล้วก็รู้สึกโล่งงงงงงงงใจบอกไม่ถูก แต่หลังจากเค้ากลับไปจิ ศึกใหญ่หลวงรออยู่ ลองนึกภาพ ตามนะ…ขับรถเข้าบ้าน เจอกับปัจจุบัน 5555555 เสียวสันหลังวาบๆ

หัวแตกเปล่า

ไม่อ่ะ แต่เราต้องปรับตัว อิอิ ก็เค้าเล่นพูดว่า…ก่อนหน้านี้เค้านึกว่าเค้าเป็นคนสำคัญ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฮ่วยยยยยย!!! ใครบอกกกกกกกกก ถ้าไม่สำคัญเราจะกลับมาเร้อ ก็ขออนุญาตแล้วนี่ (หว่า) ถ้าไม่ให้ไปก็บอกแต่แรกจิ ก็อนุญาตแล้วเราก็ไป

ลุงเปล่งภาคสาวสวยสุดๆ ค่ะ

แล้วตอนนี้ก็คือไม่เจอกันอีกแล้วกับสาวคนนั้น

ก็ยังติดต่อกัน เมล์หากัน เจอในเอ็มบ้าง เค้าก็ยังมาเมืองไทยเรื่อยๆ นะ…แต่เค้ามากับคนอื่น เคยนะครั้งนึงเค้ามาแล้วเราต้องไปดูแลอำนวยความสะดวกพาเค้าไปไหนๆ กับอีกคนของเค้า ขับรถไปนั่งถามตัวเองไปว่า…บ้ามั๊ยเนี่ย มาทำอะไร มันเจ็บหนึบๆ นะ จนถึงวันเค้ากลับ…ส่งขึ้นเครื่องเสร็จ โทรนัดเพื่อน…ก่งก๊งกัน คิดถึงตอนนั้นแล้วบ้าจริงๆ ทำไมต้องก๊งด้วยหว่า ทุกวันนี้เวลาเจอกัน ในเอ็มก็จะทักทาย hi, MY FRIEND !!! ย้ำเลย เรื่องนี้นะแต่งนิยายก็ได้ ช่วงหนึ่งเดือนที่เราขออนุญาต ที่บ้านมาดูแลเค้าน่ะ หวานมากกกกกก มันเหมือนชดเชยเวลาที่หายไป แต่พอเค้ากลับไปก็เข้าอีหรอบเดิม she needs so much love. ก็เข้าใจเค้านะ แม่เสียตั้งแต่เด็ก พ่อแต่งงานใหม่ แล้วเค้ากับแม่เลี้ยงก็เข้ากันไม่ได้ ทางออกของเค้าก็คือเล่นกีฬา ชีวิตเหมือนตัวคนเดียว

ถามหน่อยได้มั้ยคะว่าลุงทำงานด้านไหน

ถามได้…แต่ตอบไม่ได้ (ฮ่าๆ ๆ ) อ่ะล้อเล่น….ทำงานโรงพิมพ์อ่ะ เป็นแท่นพิมพ์ของชาติ (ก๊ากกกกกกก) แม่พิมพ์มันเล็กไป ไม่เหมาะกับเรา

แต่งตัวไปทำงานยังไง/มีปัญหาเรื่องใส่กระโปรงหรือเปล่า
ไม่มีเลย จริงๆ นะ เพราะโดยลักษณะงานแล้วต้องแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย นุ่งกระโปรงไปทำงาน ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่นา เราเป็นผู้หญิงไม่ใช่แหรอ หรือไม่ใช่ (ไอค่อนก้มลงมองตัวเอง) ดีออกที่เกิดมา เป็นผู้หญิงแล้วมีโอกาสได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผู้ชายบางคนไม่มีโอกาสได้ทำ เช่น…นอนรวม กับผู้หญิงหลายๆ คนในห้องเดียวกัน (ก๊ากกกกกก…ขำกลิ้ง) เรื่องนุ่งกระโปรง นุ่งกุงเกงเนี่ย มันเป็นสาระสำคัญในชีวิต ญรญ. เลยเหรอ

แล้วกับเพื่อนๆ ที่ทำงานละคะ เขามองเรายังไงบ้าง
ที่ทำงานก็คงมีคำถามในหัวนะ แต่ไม่มีใครถาม อาจจะมีเราเป็นหัวข้อในการสนทนา แต่ไม่สนใจหรอกนะ ก็นึกซะว่า ถ้าเรื่องของเราทำให้เค้ามีความสุข…เราถือเป็นกุศลทางอ้อม เมื่อก่อนตอนเด็กๆ น่ะนะ ก็เคยตัดผมรองทรง นุ่งกุงเกง เดินกร่างๆ แต่ฝรั่งที่คบ เค้าบอกไม่ใช่สินค้าที่จะต้องมีเครื่องหมาย การค้าแปะไว้ที่หัว 555555555

อีกอย่างอ่านหนังสือเจอบทสัมภาษณ์คุณชไมพร จตุรพุช (เกิดทันป่าวฟะ) ช่วงนั้นก็มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ของเค้า นักข่าวถามเกี่ยวกับเรื่องข่าวลือที่เค้าคบผู้หญิง อาจจะไม่ได้ถามตรงๆ แต่คุณชไมพร เค้าก็ตอบ แต่คำตอบของเค้าเป็นจุดเปลี่ยนให้กับเรา…ประโยคนึงเค้าตอบว่า…เราจะเป็นอะไร นั่นเป็นรสนิยมส่วนตัว เราเป็นไง ไม่เห็นต้องประกาศให้ใครรู้เลย ก็แค่ทำตัวเป็นปกติ ให้ดูว่าปัจจุบันเราทำอะไร ทำหน้าที่รับผิดชอบได้สมบูรณ์หรือเปล่า…ได้อ่านปุ๊บ…โห…คิดถึงตัวเองขึ้นมาทันที

ช่วงนั้นเราเรียนใกล้จบแล้วล่ะ ก็เลยคิด เออว่ะ ถ้าขืนแต่งตัวแบบนี้ อาจจะหางานยาก ก็เลยเปลี่ยนลุค 555555555 จากลองทรงก็ไว้ผมยาวขึ้นอีกนิด ช่วงเรียนจบใหม่ๆ นะ…ได้ทำงานบริษัทฝรั่ง ไม่อยากจะคุยเล้ย….เรานะ สวยที่สุดในออฟฟิศเล้ย (ทั้งออฟฟิศมีผู้หญิงคนเดียว) 5555555555555 เคยไว้ผมยาวถึงกลางหลังเลยนา คนข้างตัวเห็นยังชม 555555555 แล้วเค้าก็เล่าใครต่อใครว่า… เมื่อก่อนน่ะเราสวยยยยยยยยเหมือนกิ๊ก สุวัจนี (ไอค่อนอ๊ายยยยยยยอาย) เราไม่เคยบอกเลยนะว่าเราสวย (มีแต่คนอื่นเค้าบอกอ่ะ) (ไอค่อนก้มหน้าอาย) เราอ่ะเปงคนที่ เวลาขี้ก็อาย เอ๊ย…เปงคนขี้อาย พูดช้า พูดไม่ค่อยทันคนอื่น เวลารวมก๊วนนะ…เราต้องเปงฝ่ายนั่งคุย เอ๊ย นั่งฟัง เวลาจะคุย สภาพเรานะ…เหมือนคนอ้าปากพะงาบๆ อ้าปากไม่ทันคนอื่น ต้องบอกเพื่อนๆ หยุดก่อน แล้วเราถึงจะพูดได้ เพื่อนบอก เอ็งก็พูดแทรกเลยสิ เราบอกไปว่า…เราเปงคนมีมารยาท ต้องรอให้คนอื่นพูดจบก่อน เพื่อนบอกว่า…งั้นเอ็งก็รอจนเช้าโน่นล่ะ55555555 เล่าต่อๆ หลังจากที่สวยเหมือนกิ๊กแล้ว ก็เปลี่ยนงานมารับราชการลักษณะงานไม่เอื้อให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้มากนักเพื่อความเหมาะสม อิอิ ก็เลยนึกว่า…การเป็น ญรญ. ไม่ได้หมายความว่า…ต้องนุ่งกุงเกง ต้องกร้อนผมจนกุด ไม่ต้องเดินกร่าง ไม่ต้องแอ๊บแมนเพราะอย่างน้อย…เราก็ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นผู้หญิง (ที่พอจะมีความสามารถ) ฮ่าๆ ๆๆ เกิดเป็นผู้หญิงเสียหายตรงไหนเหรอ (อ่านถึงตรงนี้ ช่วยระบุสปีชี่ให้เราด้วยนะ)

ลุงเป็นไส้เดือนอีสาน
55555555555555555555555

มีเปล่าหว่า เคยได้ยินแต่ไส้กรอกอีสาน ๕๕๕
แต่เราคงเป็นพันธุ์ผสมระหว่าง ไส้กรอก กะไส้เดือนเลยออกมาเป็น ตัวด้วง ป้อมๆ แต่ไม่สลับขั้วนะฮ้า ถนัดรุก ปฏิเสธการตั้งรับฮ่าาาาาาาาา(ไอค่อนขำกลิ้ง)

การเป็นคนรักเพศเดียวกันของเราทำให้มีอุปสรรคในการทำงานมั้ย เช่น เราชอบงานนี้มากเลย แต่มัน ให้แต่งตัวแบบใส่กระโปรง เลยทำให้เราไม่ไปทำ หรือการมีชีวิตแบบนี้ทำให้เราเลือก ที่จะทำงานอิสระแทน

ไม่มีเลย บอกแล้วไง นุ่งกระโปรงหรือกุงเกง ไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญคือ…เรากำลังทำอะไร แล้วเราทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ครบถ้วนหรือเปล่า จริงๆ แล้วหลายๆ คนอาจจะมีความสามารถที่จะทำอะไรๆ ได้ตั้งหลายอย่าง สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้อีกเยอะแยะ…อย่าเสียโอกาสที่จะแสดงความสามารถ หรือสร้างประโยชน์ให้สังคม เพียงเพราะว่า…ต้องนุ่งกระโปรงไปทำงาน ช่วงนี้ยิ่งสบาย… สวมเสื้อเหลือง ไปทำงาน นุ่งกุงเกงได้สะดวก อ่อ…ระเบียบราชการ ให้ข้าราชการหญิงนุ่งกุง เกงไปทำงานได้ด้วย เพราะฉะนั้น สบายมาก (กุงเกงในที่นี่คือกางเกงค่ะ-มน.)

เคยถูกเพื่อนร่วมงานเค้าเม้าท์อะไรที่เกี่ยวกับการเป็นคนรักเพศเดียวกันของเรามั้ย
ก็มี…แต่ไม่ได้เมาท์เป็นจริงเป็นจัง ก็แค่สงสัย ใช่ไม่ใช่ ยังคุยกับคนข้างๆ เลยว่า…ลองมีใครถาม ขึ้นมาซักคนสิ จะบอกไปเลย ไม่สนใจหรอก เค้าถามเราว่า…บอกไปแล้วได้อะไร เลยบอก เค้าไป ว่า…ก็ได้บอกไง้ 55555555 เวลาใครพูดถึงเรื่องนี้ เราก็เฉยๆ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ ปล่อยให้เป็น คำถาม
ต่อไป เคยมีคนถามตรงๆ เปงทอมป่าว ก็ถามเค้ากลับไปว่า…ทอม ที่เค้าถามถึง มีความหมายยังไง เค้าก็แหะๆ ในเมื่อ แหะๆ มา เราก็ไม่มีคำตอบให้ เพราะเดี๋ยวเข้าใจกันคลาดเคลื่อน ถ้าเข้าใจไม่ตรงกันแล้วจะยุ่ง 555555555

ที่ผ่านมาเคยมีแฟนมาบ้างหรือยังคะ/มีแล้วกี่คน

55555555555555555555555555555555555 ที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ด้วยกัน มีกิจกรรมร่วมกันเนี่ย 2 ถ้านับ ฝรั่ง ก็ 3 กิ๊ก กั๊ก ประปรายไม่ได้นับ เพราะนับไม่ถ้วน เอ๊ยยยยยยยย…!!! เพราะไม่มีให้นับ

เล่าประสบการณ์ในการคบหาแฟนแต่ละคนให้ฟังได้ไหมคะ
คนแรก คบกันสมัยเรียน ป.ตรี จนจบมาก็ใช้ชีวิตด้วยกันประมาณ 10 กว่าปีได้มั๊ง กับคนปัจจุบันเนี่ย…คบกันตั้งแต่หลานเค้ายังอยู่ในท้อง ตอนนี้หลานขึ้น ม. 2 ไม่รู้ว่ากี่ปีอ่ะ( ไอค่อนเริ่มง่วง )

นานนะ ลุงมีเคล็ดลับในการคบหายังไงละคะ คนอื่นๆ เขาแป้ปๆ กัน

อาจจะเพราะเราเป็นคนไม่เรื่องมาก แล้วก็ใจเย็น และคงเพราะไม่ได้คบใครมากมาย ถ้าคบคือตั้งใจคบจริงๆ แล้วคบกันยาวๆ ที่คบกันได้นานขนาดนี้อาจเป็นเพราะถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้ว่าเค้าไม่ชอบอะไรเราก็ไม่ทำ แล้วก็…คำว่า “ทิฐิ” ต้องลบทิ้งออกจากสารบบเลย บางทีทะเลาะกัน…เราผิดหรือไม่ผิดก็ตามแต่…คำว่า “ขอโทษ” เนี่ย…สำคัญนะแต่ส่วนใหญ่เรานี่ล่ะจะเป็นฝ่าย ขอโทษ หรือไม่ก็เป็นฝ่ายง้อก่อน ขี้เกียจเยิ่นเย้อ มีอะไรไม่ปล่อยให้ค้างคาในใจหรอกก็จะถามกันตรงๆ เราคิดแบบนี้ เธอคิดยังไง อยู่บ้านมากไป… เบื่อเซ็งก็ชวนกันเที่ยว อีกอย่างเป็นคนชอบเคลียร์ ถ้ามีปัญหาไม่เข้าใจกัน อย่าเงียบต้องถามให้ได้คำตอบ เพราะบางทีเราอาจทำอะไรให้เค้าไม่สบายใจโดยที่เราไม่รู้ตัว เค้าเงียบไปเราก็ต้องถามแล้วล่ะว่ามีอะไร ไม่สบายใจเรื่องอะไร ถ้าเค้าพูดออกมาเราก็อธิบายให้เข้าใจได้

หรือบางครั้งถ้าเค้าทำอะไรให้เรารู้สึกไม่ชอบใจโดยที่เค้าก็ไม่รู้ตัว ก็อาจมีบ้างที่เราจะเงียบ เคยเห็นป่าว…เงียบหายยยยยยย…เอ๊ะทำไมไม่เห็นง้อเราเลย (ฮ่าๆ ๆ ) เราก็จะเป็นฝ่ายพูดเองว่า…นี่ๆ คุณ…ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าทำอะไรให้เราไม่พอใจ….ถ้าเค้าถามกลับมาว่าเรื่องอะไรเราก็บอกได้ว่าปัญหา
เกิดจากเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนี่เนอะ….มีปากก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ทะเลาะกันแล้วอย่าเงียบ อย่าโกรธกัน ข้ามวันข้ามคืน แล้วอีกอย่างเมื่อไรที่รู้สึกชีวิตเริ่มขาดรสชาติก็จะชวนกันเที่ยว ไปชาร์ตแบต เติมพลังงานให้กับชีวิต

ลุงว่าเพราะอะไรความสัมพันธ์ของญรญ.ส่วนใหญ่ ถึงสิ้นสุดเร็ว จบเร็ว
อืม….ความไม่ไว้ใจกันมั๊ง…หรือไม่ก็เป็นเพราะคู่นั้นๆ เค้าไม่มีความมั่นคงในอารมณ์ของตัวเอง เค้าอาจจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างมากไป

แล้วที่เขาบอกว่าชีวิตคู่แบบนี้ไม่ยั่งยืนละคะ คิดว่ายังไง
อยู่ที่ตัวบุคคลแล้วล่ะนั่น อย่างเราเนี่ย ตอนนี้ 15 ปีได้ยังไม่รู้ ไม่ได้นับ ถามกลับ…แล้วชีวิตคู่ หญิง-ชาย เนี่ย…ยั่งยืนกันหรือเปล่า เคยอ่านเรื่องจิ๊กซอว์มั๊ย ชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์มันถูกตัดมาเฉพาะเจาะจง ถ้าต่อแล้วเข้ากันไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอชิ้นส่วนที่สามารถต่อกันได้ลงตัว ทำให้ภาพ สมบูรณ์ขึ้น ก็เหมือนกับคนเรานั่นล่ะ คบๆ กันไป…ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ก็ต้องเรียนรู้กันไป จนกระทั่งเจอคนที่ใช่ ความรักคนเราน่ะนะ…คงไม่มีรูปแบบกำหนดตายตัวหรอก มันก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม บังเอิญว่า…ความรักของเราเนี่ย ถูกกำหนดมาให้รักผู้หญิง…ไอ่วอสสสสสสบอร์นนนนนนน ทู๊เลิ่ฝฝฝฝฝฝฝหยู่วววว(เพลง I was born to love you ของ Queen) เกิดมาเพื่อรัก เพื่อดูแลปกป้องเธอ

อือ…ขอถามถึงป้าหน่อยนะลุง ป้าเป็นหญิงยังไงคะ ถึงอยู่กับลุงได้นาน

เค้าคงเป็นหญิงเหล็ก หญิงแกร่ง ทนทุกสภาวะ เอ่อ…แล้วไม่คิดบ้างเหรอว่าลุงทนอยู่กับป้ามาได้ไงถึงปูนนี้ (ก๊ากกกก…) เจอกันครั้งแรกเนี่ย…บอกตรงๆ หมั่นไส้คุณเธอมาก ไม่สวยหรอก…แต่ดูเชิดหยิ่งไงไม่รู้… แบบนี้สเปค (ชอบของยาก)….เค้าเป็นคนเก่ง ทำงานเก่ง ลุยๆ รูปลักษณ์ภายนอกไม่หวานเลย… แต่เป็นหวานหลบใน เป็นแม่บ้านแม่เรือน

แล้วลุงจีบป้ายังไง

อาศัยมั่ว…เฮไหนเฮนั่น เห็นเค้าที่ไหนเราเป็นต้องโผล่ไปร่วมวง ประมาณให้เห็นหน้าไว้บ่อยๆ ค่อยๆ ให้เค้าซึมซับความเป็นตัวเราทุกวันๆ จนคุ้นเคยสนิทสนมกัน ก็เริ่มรับส่งที่บ้าน สมัยก่อนไม่มีมือถือ ก็โทรเข้าบ้านทุกวันทุ่มครึ่งเป๊ะ กริ๊งงงๆ จนที่บ้านเค้าเรียนรู้ว่า…เวลานี้คือเวลาของเรา ก็คุยกันทุกวัน ที่ประทับใจเค้าก็คือ…มีอยู่ครั้งนึงเค้าไปเที่ยวทางเหนือกับเพื่อนเก่าๆ ก๊วนเค้า…เราก็ไปส่ง แล้วบอกเค้าว่าถ้าถึงแล้วเพจหาด้วยนะ ช่วยรายงานตัวเป็นระยะๆ นะ ว่าทำอะไรที่ไหน ยังไง ปรากฏเค้าก็รายงานเราทุกระยะตามที่เราบอกเค้าไป ก็เลยบอกตัวเองว่า “มีลุ้นแล้วเฟ้ยยยย…!!!”

ครอบครัวป้าเขายอมรับลุงยากหรือง่าย/ทำยังไงเค้าถึงยอมรับคะ

ก็เพราะเริ่มจากความเป็นเพื่อนไง ค่อยๆ ซึมเข้าไปไหนชีวิตเค้า จนครอบครัวเค้าไม่รู้สึกแปลก ที่จะเห็นเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเค้า อีกอย่างเค้าเป็นลูกสาวคนเดียว มีน้องชายอีกสามคน แม่เค้าคงเห็นว่ามีเราอย่างน้อยลูกสาวเค้าก็มีเพื่อนไปไหนมาไหน คุยกันตามประสาผู้หญิงด้วยกัน ประมาณนั้น เวลามีกิจกรรมในครอบครัวญาติๆ เค้าก็ถามหาเรา ที่บ้านเราก็ถามหาเค้า เราก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายเลยเป็นตัวเราแบบนี้ล่ะ เข้ากับคนง่าย

ลุงมีปัญหาอะไรมั้ยคะกับชีวิตคู่แบบนี้ เช่นเรื่องความมั่นคง/กฎหมาย/สิทธิฯ

ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่นาอยู่กันมาปูนนี้แล้ว….เรื่องความมั่นคงนี่มั่นคงด้านไหน ด้านอารมณ์สิบห้าปีที่ผ่านมามั่นคงมั๊ย ด้านฐานะความเป็นอยู่ ก็อยู่กันได้ด้วยดีมีความสุข ไม่ถึงกับใช้กระเป๋าเดียวกันแต่ก็ไม่ต่างกัน เรื่องกฎหมายหรือสิทธิต่างๆ เราก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรตรงนั้น เพราะเราคิดว่า…เราชีวิตเรามีความสุขกันดีอยู่แล้ว สังคมรอบๆ ตัวเราเค้าก็ไม่ได้กีดกันอะไรเลย

เซ็กส์ละคะ เป็นปัจจัยสำคัญหรือเปล่าในการครองคู่ของคนเพศเดียวกัน(ญรญ.)
อืมมม์….อาหารเนี่ย เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำรงชีพหรือเปล่า (ไอค่อนสงสัย) เรื่องกินเรื่อง อยู่นี่สำคัญต่อชีวิตเนอะ เรื่องเอ๊กซ์ๆ นี่ก็สำคัญเหมือนกัน เพียงแต่ว่า… ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตา ประกอบกิจกรรมเข้าจังหวะทุกวี่ทุกวันหรอก เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ก็คงไม่ต่างจากคู่ ช-ช, ช-ญ หรอก ก็เหมือนปกติทั่วไป เหมือนชีวิตคู่อื่นๆ ช่วงเวลาดีที่เหมาะสมก็คงเป็นช่วง หน้าเจ็ด หลังเจ็ด (ฮ่าๆ ๆ )

เหมาะตรงไหนกลัวท้องกับเมียเหรอลุง
เอ๋า… ไอนี่แสดงว่าที่ผ่านๆ มาเนี่ย หลับหูหลับตาไม่ดูฤกษ์งามยามดีเลยเร้อ …ปั๊ดธ่อ ก็ธรรมชาติผู้หญิงเนี่ย ก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือนเนี่ย ฮอร์โมนในตัวจะพลุ่งพล่าน (ขำๆ) สะกิดนิดนึงก็เคลิ้มแล้ว (ขำก๊าก) ถ้าไม่ใช่ช่วงนี้อย่าไปกวนเค้า เผลอๆ จะโดนดีดตกเตียงไม่รู้ตัว ถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้ก็จะ เกิดปัญหา พอเริ่มสตาร์ทรถเค้าดึงกุญแจ ออก…เครื่องดับ….หงุดหงิดกันเปล่าๆ เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความรู้สึก มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ นะ

ลุงอยากมีลูกมั้ยคะ/ป้าล่ะ

เลี้ยงหลานดีกว่า…ถ้ามีลูกนะ….อ่ะโห….ชีวิตเราคงไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่แบบนั้นได้หรอก
ป้าเค้าก็เฉยๆ กับเรื่องนี้นะ ก็เลี้ยงหลานกันไป หลานเราหลานเค้า

ลุงต้องการการรับรองทางกฎหมายจากรัฐแบบคู่ต่างเพศมั้ยคะ

ถ้าถามตัวเรา…ถามว่าอยากแต่งงานมั๊ย….หลายครั้งนะ…บอกเค้าว่าแต่งงานกันเถอะ แลกแหวน สวมแหวนกัน ทำบุญใส่บาตร เค้าถามกลับแต่งแล้วไง…ต่างกันตรงไหนเหรอ สรุปก็คือ เค้าคงบอก เราว่า…ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นต้องแต่งงานกันเลยยังอยู่กันมาได้ถึงทุกวันนี้ แต่เราน่ะอยากบอกเค้าว่า ที่อยากแต่งเพราะเราจะได้รู้สึกเหมือนหมามีปลอกคอไง้ นึกแล้วขำ กลุ่มเราจะมีพี่คนนึงที่เค้ามีครอบครัวแล้ว แต่ไม่มีลูก เค้าก็ทำตัวเสมือนคนโสด ไปเที่ยวไหนๆ กับเราตลอดสามีเค้าก็จะว่าภรรยาเค้า “เธอเนี่ยเหมือนหมาปลอกคอหลุด” ฮ่าๆ ๆ ไม่มีปลอกคอแล้วมันรู้สึกโล่งๆ
สำหรับเรื่องของการรับรองทางกฎหมายจากรัฐ

ก็ถ้าผลการศึกษาทางการแพทย์ระบุยอมรับการมีเพศที่สามในสังคม รัฐก็ควรต้องเปิดกว้างและยอมรับ ความมีตัวตนของคนในกลุ่มเพศที่สาม ควรที่จะให้สิทธิต่างๆ กับคนกลุ่มนี้ไม่แตกต่างจากกลุ่มเพศหญิง หรือเพศชาย

ลุงมีอะไรจะฝากถึงน้องๆ มั้ยคะ (ว่าแต่ว่าลุงอายุเท่าไรคะ)

ฝากถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ด้วยได้มั๊ย… รู้สึกน้องๆ ในเว็บนี้จะหายาก (ไอค่อนหัวเราะงอหาย…ใช้ไอค่อนขำ กลิ้งแทน) สิ่งที่อยากจะบอกคือ…ให้ทุกคนมี “สติ” จะทำอะไรก็แล้วแต่ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะถ้า เมื่อไรที่เราทำอะไรไปโดยขาดสติ ชีวิตเราจะยุ่ง อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกเหงา เพราะความเหงา ก็เป็นตัวชักนำให้เราตกอยู่ในห้วงของความหลง อย่าหลงอะไรง่ายๆ ความหลงทำให้เราเป็นทุกข์ ความหลงมันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ถ้าเรายังหลงวนอยู่ในอารมณ์ชั่ววูบตรงนั้นชีวิตเรา ก็ไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ การที่เราหลงจมอยู่กับความทุกข์ก็เหมือนกับเราปิดกั้นขังตัวเองไว้ในห้อง
มืดๆ ถ้าเราลองเปิดประตูแล้วก้าวออกมาจากห้องนั้น ก็จะเห็นว่าข้างนอกห้องยังมีอะไรมากมาย อาจยังมีประตูอีกหลายๆ บานรอให้เราเปิดเพื่อก้าวเข้าไปค้นหา ก้าวเข้าไปเรียนรู้อีกตั้งเยอะ….

เอ่อ…ว่าแต่ อายุลุงไม่เคยตรงกับหวยที่ออกเลยซักงวด…ยังสนใจอยากรู้อีกมั๊ย ;-)

Share

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>