แม่มณี…เธอผู้ที่… “กว่าจะรู้ตัวว่ารัก ผู้หญิง อายุก็ปา เข้าไป 37 แล้ว…”

เธอคนนี้ เป็นคนที่เรามักจะเห็นนามแฝง แม่มณี, ก๊อง’ส์ซ่า และ bluecatdyke อยู่เสมอ ทั้งในเว็บบอร์ด ของสะพาน และในห้องสนทนา เธอเป็นอาสาสมัคร ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเว็บสะพานด้วยค่ะ ด้วยเหตุฉะนี้… เธอจึงคือคนแรกที่กลายมาเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ค่ะ (ฮ่าฮ่า) เป็นอย่างไรมาอย่างไร ไปทำความรู้จักกับ ผู้หญิง(รักผู้หญิง)คนนี้ได้เลยค่ะ


…………………………………………………..

เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าโตมายังไง

ครอบครัวยากจนมากค่ะหนี้สินรุงรังแม่คนจีนแท้/พ่อคนไทยแท้แม่มีร้านตัดผมเล็กๆในซอยวรจักรชั้นบน
เป็นของอีกครอบครัว พ่อเป็นช่างตัดผมในร้าน จำความได้ก็เห็นพ่อเล่นการพนันทุกชนิดที่มีในยุคนั้น น้อยครั้งที่เห็นพ่อยืนตัดผม ส่วนแม่ก็ขายของทุกชนิดอย่างหนึ่งเจ๊งก็เปลี่ยนขายอย่างอื่นตั้งโต๊ะขาย บนฟุตบาทหน้าร้านตอนกลางวันที่บ้านก็เป็นร้านตัดผมธรรมดาตอนกลางคืนจะเลื่อนโต๊ะตัดผมที่มีอยู่
๓ ตัวชิดกำแพง แล้วพ่อจะตั้งโต๊ะเล่นดัมมี่ แม่จะนั่งเก็บต๋ง เราสามคนพี่น้องจะออกมาอยู่หน้าบ้าน เล่นกระโดดช่องฟุตบาท ยิงลูกหิน กระโดดหนังยาง ทำการบ้าน กินข้าว งีบหลับอยู่บนรถจิ๊ปของเพื่อน บ้าน ประมาณตีสองของทุกวันนักเล่นจะเลิก

เรากับพี่ชายมีหน้าที่เข็นรถเข็นสี่ล้อมีถังพลาสติกเกือบสิบใบไปขนน้ำจากห้องพักของอาที่นับถือ เค้า เป็น ตำรวจกองปราบ ไม่งั้นตอนเช้าที่ร้านจะไม่มีน้ำใช้ กว่าจะเช็ดถูพื้น แล้วปูที่นอนได้ก็ตีสามล่วง ไปแล้วทุกคืน พอหกโมงเช้าตื่นไปโรงเรียน…

บ้านเราเป็นแหล่งรวมของนักพนัน เจ้าพ่อ นักเลง ตำรวจ มีคนมาหั่นกัญชาในบ้านด้วย ตั้งแต่เด็ก ถึงมัธยมต้น เราไม่เคยมีเพื่อนสนิท เพราะต้องรีบกลับบ้านช่วยแม่ขายของทุกวัน เริ่มทำงาน นอกบ้านครั้งแรกตอนปิดเทอมปอ ๔ อาพาไปฝากทำความสะอาดร้านจิวเวลรี่หน้าโรงแรมมณเฑียรได้วันละ ๑๕ บาท แค่พอจ่ายค่ารถเมล์กับซื้อข้าวกินวัน ๆ ไม่ต้องขอเงินแม่ ต่อหน้าอาเธอจะดีกับเรามาก ลับหลังก็ร้ายมากเหมือนกัน เราทนทำงานจนเปิดเทอมโดยไม่เคยบอกอาเลย

ตั้งแต่นั้นทุกปิดเทอมเราจะไปรับจ้างทำงานสารพัด แต่ก็เจอกดขี่ค่าแรงเพราะความเป็นเด็กเสมอ ช่วงโรงเรียนเปิดหรือปิดเทอมไหนไม่มีงานก็จะช่วยแม่ ไม่ได้สตางค์แต่ได้กินของอร่อยฝีมือแม่ทั้งวัน สำหรับพี่ชายที่เป็นลูกชายคนโต กับพี่สาวที่อ่อนแอตั้งแต่เด็ก จำไม่ได้ว่าพวกเค้าอยู่ไหนเหมือนเค้าหลุด ไปจากโลกของเรากับแม่ไปเลย แต่พวกเราไม่มีใครทำตัวเหลวไหลเหมือนเด็กแถวบ้านรุ่นเดียวกัน การพนันไม่เอา ยาเสพติดไม่เอา ไม่เกะกะเกเร ไม่ท้องหาพ่อให้ลูกไม่ได้ ตอนมอ ๓ แม่กลัวลูกจะเสียคน ก็ส่งพวกเราไปอยู่บ้านอาม่าแถวสวนมะลิหลังจากนั้นปีนึงแม่ก็มารับกลับไปอยู่รวมกันที่แฟลตแถวซอย
บ้านบาตร…ชีวิตวัยเด็กผ่านมาได้เพราะความอดทนและรักลูกเหลือเกินของแม่ค่ะ

……………………………………………………………………….

 แล้วความรักความชอบในเพศเดียวกันเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กๆ เลยหรือเปล่า

ในสายตาคนอื่นมองว่าเราเหมือนเด็กผู้ชาย ไว้ผมสั้น ใส่เสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงนักเรียน สีกากีตัวเก่าของพี่ชาย แล้วก็หวงพี่สาว ใครมาจีบไม่ได้เราจะเอาไม้แทงผ้าใบวิ่งไล่ตี ตอนปอ ๖ มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ก็ตามติดตลอดเวลา ไม่ได้มาจีบตรง ๆ แต่เหมือนมาเป็นลูกไล่เรา วิ่งซื้อข้าว เที่ยงให้ หาน้ำหาขนมมาให้ เดินตามหลังมาถึงบ้านแล้วก็เดินกลับไป คนนี้จะกลัว และเอาใจเรามาก แต่เราก็ยังไม่ได้รู้สึกว่ารักผู้หญิง เราเป็นเด็กนิ่งเงียบ ไม่ค่อยพูด ห้าว กล้าชน เตะต่อยกับเด็กผู้ชายประจำ ชีวิตตอนนั้นไม่รู้จักทอมดี้ รู้จักแต่กะเทย แต่เป็นกะเทยที่มี ๒ เพศจริง ๆ

……………………………………………………………………….

รู้ได้ไงคะว่าเขาเป็นกะเทยมี 2 เพศ/แล้วคนแถวนั้นมองกะเทยคนนี้ยังไงเหรอ

เราเจอน้องคนนี้ตอนไปอยู่บ้านอาม่า หน้าตา ทรงผม น้องเค้าเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป แต่กิริยาอ้อนแอ้น ตัวซีดเล็ก ยิ้มง่าย ไม่ค่อยพูด ใส่เสื้อกล้ามยาวปิดก้นไว้หน่อย ไม่ใส่กางเกง ชอบนั่งยอง ๆ คนละแวก บ้านจะเห็นอวัยวะ ๒ เพศเกือบสมบูรณ์ของน้องเค้าทุกคน คือมีงวงช้างน้อย ๆ กับไข่ข้างเดียว แล้วมี น้องสาวครึ่งหนึ่งอยู่ตรงที่สมควรจะเป็นไข่อีกหนึ่งใบ

เราจำได้ติดตาเพราะเด็กแถวบ้านชอบแกล้งผลักน้องล้มบ้าง จับน้องถอดเสื้อแล้วหัวเราะใส่หน้าบ้าง น้องเค้าก็จะร้องไห้เสียงดังมาก ถ้าเราอยู่แถวนั้นเราจะวิ่งไปเตะเด็กผู้ชายพวกนั้นทุกครั้ง เด็กพวกนี้ชอบ แกล้งคนอื่นตอนอยู่กันหลายคน พออยู่คนเดียวจะวิ่งแน่บประจำ พวกผู้ใหญ่ชอบตะโกนเรียกน้องเค้าว่า “ไอ้กะเทย” น้องคนนี้ติดเรามากเลย จะมานั่งรอเราหน้าบ้านทุกวัน ส่งขนมให้ก็กินตรงนั้นแหละ เราเรียก เข้าบ้านก็ไม่เคยเข้ามาเลย เราไม่รู้ว่าน้องมาจากไหน แต่หลังบ้านเราจะมีสลัมทำโลงศพ ก็คิดว่าน้องเค้าคง มาจากแถวนั้น เราให้กางเกงผ้ายืดขาสั้นใส่กลับบ้านหลายครั้ง แต่พอรุ่งขึ้นอีกวันน้องเค้าก็ไม่ใส่กางเกง มานั่งรอเราหน้าบ้านเหมือนทุกที พอถามว่ากางเกงเมื่อวานไปไหน น้องเค้าจะยิ้มอย่างเดียว

หลังจากนั้นปีนึงได้ อยู่ดี ๆ น้องเค้าก็หายไป เดินไปถามคนทำโลงศพก็ไม่มีใครรู้ว่าน้องหายไปไหน จากนั้นไม่นานแม่ก็มารับพวกเรากลับไปอยู่รวมกัน

……………………………………………………………………….

แล้วมารู้ตัวเมื่อไรคะว่ารักเพศเดียวกัน

ตอนรู้ตัวว่ารักผู้หญิง อายุก็ปาเข้าไป ๓๗ แล้ว มีฐานะที่มั่นคง มีการงานที่ดีเลยไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาด อะไรที่ไม่รักผู้ชายเหมือนเพื่อนๆ ไม่อาย ไม่อึดอัดอะไร

โห…รู้ตัวเมื่ออายุเยอะมากเหมือนกันนะ ทำไมหรือคะ ไม่มีเวลาสำรวจความรู้สึกตัวเองหรือยังไง

มองย้อนกลับไป เราทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการปลดหนี้ที่บ้าน เราเป็นลูกคนเล็ก แต่เหมือนเป็น ผู้นำ ครอบครัวคู่กับแม่เลย พี่ชายกับพี่สาวรู้ว่าบ้านจน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าหนี้สินที่บ้านมีมากแค่ไหน เพราะ แม่ไม่เคยบอก ถึงเวลาเสียค่าเทอมแม่ก็เอาไปจ่าย เร็วบ้างช้าบ้างแต่ก็หาเงินให้พี่ ๆ ได้ทุกครั้ง พ่อไม่ต้อง พูดถึงเพราะพ่อเรานอกจากเป็นนักพนันแล้วยังเป็นนักเดินทางด้วย หายไปทีนึงหลาย ๆ ปี กลับมาไม่เคยเกิน ๒ เดือน ตอนปิดเทอมปวช.๒ เทอมแรก เราบอกแม่ว่าจะลาออก เพราะรู้ว่าแม่ส่ง พร้อมกัน
๓ คนไม่ไหว แม่ร้องไห้แต่เราบอกแม่ว่าพี่ชายกำลังเรียนมหาวิทยาลัย พี่สาวกำลังเอ็นทรานส์ เราเป็นคน ที่เหมาะสุดที่จะไม่เรียนต่อ พี่ ๆ ยังไม่รู้เรื่องเลย จนเราเลิกใส่ชุดนักเรียนนั่นแหละ พี่ ๆ ถึงรู้…

ตอนเราเรียนภาคบ่าย ช่วงเช้าก็รับย่ามพระแถวเสาชิงช้ามาเย็บ ตอนค่ำเลิกเรียนก็กลับบ้านนั่งเขียน ตัวหนังสือให้กับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น แล้วยังมีงานอีกหลายอย่างที่ทำควบกัน รับจ้างทำความสะอาด บ้าน-บ่อน รับจ้างทำข้าวต้มมื้อดึก รับจ้างเขียนโพยหวย เป็นลูกจ้างร้านวีดีโอ รับขนมปัง ร้านเพื่อน พี่สาวแถวสามย่าน ไปขายแถวพัฒน์พงษ์ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวแถวอะตามิ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เราก็ไปส่ง ไปเก็บให้นางงามตู้กระจก เราจะเข้าไปข้างหลังตู้ แม่ขายผลไม้หน้าเจ้าพระยาเราก็ไปช่วยขาย ขอบอก ว่าตอนเย็นสาว ๆ จะสวยเริ่ด กันทุกคน แต่ก่อนเที่ยงอย่าไปจ้องเชียวอาจโดนด่าเพราะเผลอตกใจ ๕๕๕๕๕ แต่พี่ ๆ พวกนี้นิสัยดี รักเรากับแม่ทุกคนเลย

จนวันหนึ่งเดินไปแถวท่าพระจันทร์เจอร้านเทป nice & easy เราคุยกับเฮียขอเป็นลูกจ้าง ตอนนั้นเป็นช่วง งานหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี วันแรกของงานขายเทป มึนตรึ้บเพราะ เฮียให้เราไปช่วยขาย ที่หน้าหอประชุมโดยที่ไม่รู้เลยว่าเพลงนี้อยู่ม้วนไหน เพลงนี้มีมั๊ย ประมาณนั้น ขายงาน ๑๐ วันเรียกว่าเก่ง เลย เรารู้จักเพลงบนแผงหมดทุกชุด หลังจากหมดงานเทศกาล เฮียทิ้งร้านที่ท่าพระจันทร์ให้เราดูแลเองเลย

ลูกค้าธรรมศาสตร์จะสอนฟังเพลงป๊อบ เพลงแดนซ์ เพลงไทย เพลงฝรั่ง เพลงเพื่อชีวิต ลูกค้าศิลปากรจะสอนฟังเพลงแจ๊ส เพลงบลูส์ ท่านผู้การเรือจะสอนฟังเพลงคลาสสิค เพลงไทยเดิม เราชอบฟังเพลงอยู่แล้ว พอลูกค้ามาขอฟังเราเปิดให้

ไม่เคยค้าน เพราะสนุก ที่ฟังแล้ว คุยเรื่องศิลปินเรื่องแนวเพลงกับลูกค้า เราอยู่เป็นลูกน้องเฮียกับเจ๊หลายปีเหมือนกัน

ตอนเย็น ๆ เค้าถึงจะมากัน ลูกค้าธรรมศาสตร์จะสอนฟังเพลงป๊อบ เพลงแดนซ์ เพลงไทย เพลงฝรั่ง เพลงเพื่อชีวิต ลูกค้าศิลปากรจะสอนฟังเพลงแจ๊ส เพลงบลูส์ ท่านผู้การเรือจะสอนฟังเพลงคลาสสิค เพลงไทยเดิม เราชอบฟังเพลงอยู่แล้วพอลูกค้ามาขอฟังเราเปิดให้ไม่เคยค้าน เพราะสนุก ที่ฟังแล้ว คุยเรื่องศิลปินเรื่องแนวเพลงกับลูกค้า เราอยู่เป็นลูกน้องเฮียกับเจ๊หลายปีเหมือนกัน จนท่าเรือคลองสาน เปิดแผงค้าใหม่เราเอาตังค์เก็บไปเปิดร้านขายเทปของตัวเอง ใช้ชื่อร้าน jazz เพราะเราชอบเพลงแจ๊ส มากที่สุด ยื้ออยู่ ๒ ปีก็เจ๊งต้องขายร้านทิ้งไม่มีกำไร แม่ไปกู้เงินมาผ่อนรถไดฮัทสุคันเล็กแล้ว ก็วิ่งขาย ของตลาดนัดกับแม่ประมาณ ๔ ปี พี่ชายชวนไปช่วยทำอาร์ตเวิร์ค โยกไปทำเรียงคอมพิวต์ จนมาได้งาน เสมียนเก็บเอกสารที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมายประกันภัย ทำอยู่ ๑๖ ปีจนได้ดูแลลูกค้า สองสามร้อยราย ลาออกอีกครั้งตอนต้นปี ๒๕๔๗ เพื่อมาดูแลแม่ที่ป่วยหนัก อาชีพที่ทำอยู่ตอน นี้คืออาบน้ำน้องหมาที่บ้าน ลูกค้าประจำ…

ชีวิตเรามีแต่งานกับงาน เก็บเงินกับใช้หนี้ กว่าจะสบายพอที่จะเงยหน้ามองคนอื่นได้อายุก็ปาไป ๓๕ ความรู้สึกอยากจะมีแฟนหรือครอบครัวมันไม่มีแล้ว กลายเป็นว่าไม่เป็นไร อยู่กับแม่ ๒ คนได้ สบายดี

ชีวิตเรามีแต่งานกับงาน เก็บเงินกับใช้หนี้ กว่าจะสบายพอที่จะเงยหน้ามองคนอื่น
ได้อายุก็ปาไป ๓๕ ความรู้สึกอยากจะมีแฟนหรือ ครอบครัวมันไม่มีแล้ว กลายเป็นว่าไม่เป็นไร อยู่กับแม่ ๒ คนได้ สบายดี

……………………………………………………………………….

แล้วเพื่อนๆ รู้มั้ยว่าเราชอบเพศเดียวกัน เขาว่ายังไงบ้าง

เคยนัดกินข้าวกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมต้นครั้งหนึ่ง พอรู้ว่าแฟนเราเป็นทอม ทุกคนจะตกใจว่า “เฮ้ย!แกเป็นทอมไม่ใช่เหรอ” ประมาณนี้ แต่เพื่อนที่เคยเป็นทอม ๒ คน ตอนนี้กลับแต่งงานมีลูกกันหมด

พอรู้ว่าแฟนเราเป็นทอม ทุกคนจะตกใจว่า “เฮ้ย!แกเป็นทอม ไม่ใช่เหรอ” ประมาณนี้

แต่เพื่อนที่เคยเป็นทอม ๒ คน ตอนนี้กลับแต่งงานมีลูกกันหมด

……………………………………………………………………….
แสดงว่าเคยมีเพื่อนเป็นทอมด้วยสิคะ แล้วตอนนั้นเพื่อนที่เป็นทอมเขาเป็นยังไงบ้าง สนิทมั้ย เล่าให้ฟังหน่อย ทำไมถึงได้ไปแต่งงาน

เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันตอนเรียนมอต้นค่ะ เคยเล่าเรื่องเพื่อนคนนี้ใน “เรื่องของก๊อง’ส์” แล้ว เค้าเป็นทอม ชอบจีบสาวทั่วโรงเรียน เราเห็นเค้ากอดจูบลูบคลำสาวใต้บันไดตึกตอนประชุมรวมประจำ ตอนเรียน สนิทกัน แต่เพื่อน ๆ เรียนต่อมอปลาย เราไปสอบวิทยาลัยช่างศิลป์เพราะตอนมอ ๓ บ้าวาดรูป เลยห่างกันไป
(( แถมสอบไม่ติดแม่ต้องลากไปเรียนพาณิชย์ ))

มาเจอเพื่อนกลุ่มนี้อีกครั้งเมื่อสามสี่ปีก่อนถึงได้รู้ว่า เพื่อนทอมของเรากลายเป็นสาวสายเดี่ยว เปรี้ยวจี๊ดไปแล้ว แถมแต่งงานกับฝรั่ง ย้ายไปอยู่เมืองนอก มีลูกแล้วด้วย ส่วนสาเหตุที่เพื่อนเปลี่ยนไปไม่มีใครรู้ซักคน เพื่อนในกลุ่มอีกคนห้าวซ่าสุดขีดใคร ๆ ก็คิดว่าทอมแน่ ๆ แต่วันนี้ แต่งงานเป็นเถ้าแก่เนี้ยมีลูกหลาย คนแล้วเหมือนกัน

เรามีญาติเป็นทอมคนหนึ่ง เป็นลูกสาวคนโตของน้องสาวแม่ อายุเท่าเรา ตอนลาออกจากโรงเรียนเรา
กับแม่ ไปรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้น้าสาว แล้วน้าสาวจ้างครูผู้หญิงมาสอนพิเศษให้ลูกสาวตั้งแต่ มัธยมต้น เค้าจะอยู่ในห้องสองคนทุกเย็น

เรากับแม่รู้มานานแล้วแต่ไม่เคยบอกใครเพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้าและไม่เหมาะที่เราจะพูด อีกหลายปีน้าสาวกับน้าเขยรู้ก็จับเธอแยกกัน จ้างให้เลิกกันก็แล้ว ขู่จะตัดออกจากกองมรดกก็แล้ว ส่งไปเรียนเมืองนอกก็แล้ว แต่ญาติเราก็แอบติดต่อครูตลอด จนวันนี้น้าสาวกับน้าเขยคงยอมรับได้
แล้วมั๊ง เพราะญาติเราเค้าซื้อบ้านแล้วพาครูกับแม่กับน้องชายครูมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวนับสิบปีแล้ว
จำความรู้สึกตอนนั้นได้มั้ยว่าเรารู้สึกยังไงกับเพื่อนที่เป็นทอม แล้วไม่อยากเป็นทอมแบบเพื่อนเหรอ ท่าทางก็ให้นี่นา

ไม่รู้สึกแตกต่างอะไรกับเพื่อนที่มีท่าทางห้าวเหมือนกันแค่ตกใจนิดหน่อยตอนเห็นเพื่อนคนนี้กุ๊กกิ๊ก
กับสาวครั้งแรกที่ใต้บันไดนั่นแหละ แว๊บเดียวก็หัวเราะขำกันกับเพื่อนร่วมกลุ่ม มีเพื่อนห้องอื่นตามเรา คนนึงเราก็คบเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่เราชอบครูสอนรำไทยของโรงเรียน สวยมาก ผมยาวสลวย ตาคม หุ่นมีน้ำมีนวลไม่เหมือนสาวสมัยนี้ที่ผอมแห้งเป็นนางแบบ เราไม่เคยขาดเรียนชั่วโมงรำไทยเลย เราไม่ เคยจีบครูนะ ความรู้สึกเหมือนปลื้มดาราคนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็จำครูติดตาติดใจมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นก็ ไม่คิดว่าตัวเองเป็นทอมเพราะมันไม่รู้สึกมากขนาดรักน่ะ

……………………………………………………………………….

แล้วครอบครัวล่ะ มีใครรู้บ้างว่าเราชอบเพศเดียวกันนะ

พ่อ-แม่-ครอบครัวพี่ชาย-ครอบครัวพี่สาว รับรู้หมดว่าเรามีแฟนเป็นผู้หญิง

เขาพยายามแก้ไขอะไรเราหรือเปล่า เช่นพาไปหาหมอ

ไม่เลย แถมอวยพรให้อยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วยซ้ำ พี่สาวกับพี่เขยไม่เห็นด้วยแต่ยอมรับได้

ไม่ต้องผ่านเหตุการณ์เจ็บช้ำอะไรเลยหรือ กว่าที่ครอบครัวจะยอมรับได้เนี่ย เพราะคนอื่น เหมือนมันต้องฝ่าฟันกันมากเลย

ไม่มีเลย แม่เราเป็นคนจีนที่ทันสมัยมาก พี่สาวเราหันไปเข้าโบสถ์เป็นคริสเตียนตั้งแต่มอต้นแม่ก็ไม่ว่า พี่ชายที่รักมากกับพี่สาวแยกตัวไปอยู่กับเพื่อน ๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแม่ก็ไม่ว่า แต่พี่ ๆ จะกลับมา
หา แม่อาทิตย์ละครั้งไม่เคยขาด เราคิดเอาเองว่าแม่คงทำใจมานานแล้วว่าเราไม่เหมือนพี่ชายพี่สาว สองคนนั้นมีแฟนหลายคนก่อนแต่งงาน พอถึงวันที่เราพาแฟนไปให้แม่รู้จัก แม่แสดงให้เห็นชัดเลยว่า แม่ไว้ใจลูกคนนี้มากแค่ไหน และยอมรับลูกคนนี้ได้ทุกอย่าง

……………………………………………………………………….

แล้วเวลาทำงานมีปัญหามั้ยคะ แม่มณีทำงานอะไร

ตอนมีแฟนคนแรกเราทำงานโบรกเกอร์ เป็นที่ปรึกษากฎหมายประกันภัย เป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติ ตอนเข้าทำงานใหม่ ๆ เราก็มีบุคลิกห้าวอยู่แล้ว แต่เรามีกาลเทศะและเข้ากับเพื่อนกับนายได้ทุกคน เรามีเพื่อนสนิทสาวคนหนึ่งชื่อกอ เราชื่อก๊อง’ส์ เธอเป็นคนมหาชัยอยู่แฟลตแถวทองหล่อ คืนวันศุกร์ กลุ่มเราจะเที่ยวกลางคืน เราก็จะไปนอนห้องเธอ ตอนกลางวันก็กินข้าวด้วยกัน ตอนเย็นกลับ บ้านพร้อมกัน ตอนบริษัทพาเที่ยวเราก็นอนห้องเดียวกัน เรียกว่าทำอะไรที่ไหนจะเห็นเราสอง คนอยู่ติดกันเสมอ ถ่ายรูปก็กอดคอกอดเอวกัน ทุกคน หมายหัวเลยว่าเรากับกอเป็นแฟนกันแน่ เราสองคนไม่คิดไปขนาดนั้น หรือเราไม่ทันคิดเองก็ไม่รู้ ๑๖ ปีกับงานที่นี่ เรากับกออยู่ด้วยกันตลอด แล้วไม่เคยคิดจะอธิบาย อะไรกับคนอื่นด้วย ก่อนลาออกจากงานประมาณ ๒ ปี กอแต่งงาน ตอนนี้มีลูกชายแล้ว ๑ คน ปีถัดมาเราก็เจอกับแฟนคนแรก

……………………………………………………………………….

แล้วกับเพื่อนๆ ที่ทำงานละคะ เขามองเรายังไงบ้าง

ตอนเข้าทำงานออฟฟิศใหม่ ๆ ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นทอม อาจเพราะบุคลิกห้าว ๆ ลุย ๆ ผมสั้น และไม่เคยคบผู้ชาย ทุกคนเลยไม่แปลกใจที่แฟนเราเป็นผู้หญิง ทุกคนไม่ได้มองเป็นเรื่องผิดปกติ

……………………………………………………………………….

แต่งตัวไปทำงานยังไง/มีปัญหาเรื่องใส่กระโปรงหรือเปล่า

ใส่กระเปง คือตัดเป็นกางเกงขาสั้นแล้วมีผ้าปิดเป็นกระโปรงอีกชั้น จนวันที่บริษัท อนุญาตให้ใส่ กางเกงได้ ก็ไม่เคยใส่กระเปงอีกเลย ใส่สูท-กางเกงสแลค เสื้อเชิ้ตแทน

เคยถูกเพื่อนร่วมงานเค้าเม้าท์อะไรที่เกี่ยวกับการเป็นคนรักเพศเดียวกันของเรามั้ย

มีแต่คำถามอยากรู้อยากเห็นมากกว่าจะเม้าท์กันแบบสาดเสียเทเสีย หรือเสียดสีอะไร

……………………………………………………………………….

ชีวิตการเป็นญรญ.ของแม่มณีดูเรียบง่ายดีนะ อันนี้เพราะเราค้นพบตัวเองตอนโตด้วยหรือเปล่า

คิดว่าแค่ส่วนหนึ่ง ส่วนสำคัญเรามั่นใจว่าเป็นเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราไม่เคยทำอะไรให้แม่เสียใจ ไม่เคยทิ้งครอบครัว และรับผิดชอบตัวเองดีจนแม่ไว้วางใจ

……………………………………………………………………….

ที่ผ่านมาเคยมีแฟนมาบ้างหรือยังคะ/มีแล้วกี่คน

จาก ๓๗ ถึง ๔๑ เคยมีแฟนมาแล้ว ๒ คน

……………………………………………………………………….

เล่าประสบการณ์ในการคบหาแฟนแต่ละคนให้ฟังได้ไหมคะ

มีนาคม ๒๕๔๖ มีแฟนคนแรก เค้าไฮโซ ชอบเข้าร้านหนังสือต่างชาติ ชอบเข้าร้านอาหารดี ๆ ชอบเล่น เทนนิส ขณะที่เราโลโซ ชอบอ่านนิยาย ชอบดูการ์ตูน ชอบฟังเพลง เล่นเทนนิสไม่เป็น คบกัน ๓ เดือนเค้า อีเมลล์ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าความชอบของเราต่างกัน เค้าไม่สนใจเรื่องที่เราสนใจ ส่วนเราพยายาม เข้าไปในสิ่งที่เค้าชอบแต่เค้ารู้สึกว่าเราทำได้ไม่ดี เรายื้อไว้ด้วยการขอเวลาปรับตัว จนเดือนที่ ๕ เค้า อีเมลล์ขอเลิกอีกครั้งด้วยเหตุผลว่า ไม่แน่ใจว่ารักเราหรือเปล่า แค่รู้สึกว่า ไม่เคยเจอคนแบบเราในสังคม ของเค้า… เพราะคำนี้เราเลิกที่จะยื้อไว้อีกต่อไป แต่กลับบ้านเข้าห้องร้องไห้เป็นเดือน ตอนเริ่มเป็นแฟนกัน เรากับเค้า-น้องชายเค้า-เพื่อนเค้า ทำธุรกิจร้าน กาแฟสดด้วยกัน เลิกกันแล้วก็ยังทำร้านนี้อยู่จนถึงเมษายน ๒๕๔๗ ร้านกาแฟสดก็ปิด ทำกันไม่รอด เราจากกันด้วยดี แต่พี่สาวเรากลับรู้สึกไม่ดีกับชีวิตรักแบบเรามาก กว่าเดิม เราคิดว่า เงินแสนที่เสียไปนั่นคือการทำธุรกิจมีได้มีเสีย แต่พี่สาวเราไม่คิดอย่างนั้น

กรกฎาคม ๒๕๔๗ มีแฟนคนที่สอง เค้าเป็นคนใส่ใจแต่ไม่พูด แสดงออกให้เราสังเกตเอง หากตัดสินใจ
อะไร แล้วถึงจะพูดออกมา หลายครั้งไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ เค้าจะมีกำแพงบาง ๆ กั้นเราเอาไว้ วันที่อยู่ด้วย กันจะดูแลเอาใจใส่เราและแม่เราอย่างดี ทำอาหารอร่อย และชอบกินของอร่อย ชอบทำสวนปลูกต้นไม้ กับแฟนคนนี้เราไม่ตั้งความหวังอะไรไว้เลย เพื่อนสนิทจากที่ทำงาน เก่ากับเจ้านาย สาวของเค้าไม่ชอบเรา ขนาดออกปากว่าเสียดายเค้าที่มาเลือกคนอาบน้ำหมาอย่างเรา แต่เรามอง แค่วันนี้เค้าเลือกอยู่กับ เราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อยู่ด้วยกัน ๑ ปีเค้าย้ายกลับไปอยู่บ้านตัวเองเพราะที่ทำงานย้ายไปอยู่ใกล้บ้าน เดือนถัดมาเค้าโทรศัพท์ขอเลิกเป็นแฟน ด้วยเหตุว่าอยากมุ่งมั่นไปที่งาน ไม่อยากมีภาระและไม่อยาก คอยกังวลว่าทิ้งเราไว้คนเดียว เราพูดตอบแค่ “อืม” ไม่ยื้อไม่ถามหาสาเหตุแท้จริง ทุกอย่างจบจากกันด้วยดี เรานอนร้องไห้ในห้องเป็นเดือนนาน กว่ารักครั้งแรก

 

“เค้าเป็นคนใส่ใจแต่ไม่พูด แสดงออกให้ เราสังเกตเอง หากตัดสินใจอะไร แล้วถึงจะพูดออกมา หลายครั้ง… ไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ เค้าจะมีกำแพงบาง ๆ กั้นเราเอาไว้ วันที่อยู่ด้วย กันจะดูแลเอา ใจใส่เราและแม่เราอย่างดี ทำอาหารอร่อย และชอบกินของอร่อย ชอบทำสวน ปลูกต้นไม้…”

……………………………………………………………………….

เคยถามตัวเองมั้ยว่าเพราะอะไรความสัมพันธ์มันถึงสิ้นสุดเร็ว จบเร็ว

เราคิดตรง พูดตรง หลายครั้งที่รู้แก่ใจว่าคนรับฟังไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูด แต่เราไม่อธิบาย เราไม่ก้าว ก่ายเรื่องงานของแฟน รับฟัง แต่ไม่แสดงความคิดเห็น เราคิดว่าเราไม่เข้าใจเนื้องานของเค้า และทุกเรื่องเค้าต้องตัดสินใจเอง เมื่อผ่านไปได้เค้าจะภูมิใจ ฉะนั้นเราจะนั่งเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เงียบๆ แล้ววันหนึ่งมันกลับกลายเป็นเราไม่ใส่ใจ แต่เราก็ไม่อธิบาย สรุปว่าเราคงมีความเป็นตัวเอง และมีโลกของตัวเองมากเกินไป

แล้วที่เขาบอกว่าชีวิตคู่แบบนี้ไม่ยั่งยืนละคะ คิดว่ายังไง

คิดว่าอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า ในวันที่เราเจอคนที่ใช่ของเรา และเราเป็นคนที่ใช่ของเค้า การลาจากมันก็อยู่ไกล

……………………………………………………………………….

แฟนแต่ละคนเจอกันได้ยังไงคะ

คนแรกเอาอีเมลล์เรามาจากอัญจารี ก่อนอัญจารีจะปิดไม่นาน เมลล์คุยกับเราเกือบเดือนก็มาหา เราที่บ้าน คนที่สองเอาอีเมลล์เรามาจากสะพาน เมลล์คุยกันไม่กี่ครั้ง ก็นัดเจอกันที่สยามเซ็นเตอร์ ทั้งสองคนบอก
เหมือนกันว่าอ่านกระทู้เรามาพักใหญ่เลยเขียนอีเมลล์มาทำความรู้จัก

……………………………………………………………………….

แม่มณีว่าอินเตอร์เน็ตทำให้วิถีชีวิตของญรญ.ง่ายขึ้นหรือเปล่า

ในแง่ของการเปิดเผยความเป็น ญรญ มันง่ายขึ้น เพราะมันเป็นเว็บเฉพาะกลุ่ม ทุกคนที่เข้ามาจะโดน คิดว่าคือคนรักเพศเดียวกัน แต่วิถีชีวิตของบางคนที่ไม่เปิดตัวมันไม่ได้ง่ายขึ้นเลย เราว่ายากขึ้นซะ ด้วยซ้ำ เพราะชีวิตประจำวันต้องทำตัวเหมือนคนหมู่มากในสังคม แต่ชีวิตอีกด้านมีอิสระเสรี แต่ขณะ ที่มีอิสระก็ยังต้องคอยปกปิดไม่กล้าให้คนอื่น หรือแม้แต่คนในเวปรู้จักตัวจริงกัน แต่ก็ยัง ดีกว่า ไม่มีที่ให้ปลดปล่อยตัวเองออกมา .. แต่ปัจจุบันเราว่าคนเปิดเผยว่าตัวเองเป็น ญรญ มีมากขึ้นเยอะ

แล้วเรื่องปัญหาการหลอกลวงกันที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ล่ะค่ะ เคยมีประสบการณ์ หรือใกล้ชิดกับประสบการณ์แบบนั้นมั้ย

ประสบการณ์ตรงไม่มี แต่จะมีน้อง ๆ ที่ไว้ใจมาพูดคุยให้ฟังหลายคน เราก็ให้คำปรึกษาแบบคน ที่มองจากข้างนอก ให้ข้อคิด ให้ความหวัง แต่เราไม่เคยตัดสินใจให้ใคร เพราะคนตัดสินใจคือ คนที่อยู่ตรงนั้น เราเป็นเพียงหนึ่งกำลังใจที่ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราออกไปหาน้อง ๆ ในวันที่เกิดเรื่องรุนแรงเหมือนกัน .. ปัญหาเรื่องการหลอกลวงกันมันมีอยู่ในทุกกลุ่มของสังคม แม้แต่กลุ่มคนที่ไม่เล่นเน็ตก็มีพวกหลอกลวงเหมือนกัน

……………………………………………………………………….

คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งคู่สามารถ
อยู่ด้วยกันได้นาน

ความรักและพึงพอใจในคู่ของตน ถ้าต่างฝ่ายต่างพร้อมจะหยุดอยู่ด้วยกัน
การไขว่คว้าหาคนอื่น หรือสิ่งอื่นที่คิด ว่าดีกว่าก็จะไม่มี ไม่มีใครดีพร้อม และดีพอสำหรับใคร แต่สิ่งที่แต่ละคนมีนั่น เติมเต็มตัวเองหรือยัง ถ้ามันเติมเต็ม ให้แต่ละฝ่ายได้ คู่นั้นก็จะหยุดอยู่ที่คู่ของตัวเอง

……………………………………………………………………….

เซ็กส์ละคะ เป็นปัจจัยสำคัญหรือเปล่าในการครองคู่ของคนเพศเดียวกัน(ญรญ.)

คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ มักจะละเลยปล่อยให้กลายเป็นความเคยชิน กลายเป็นอยู่กันมานาน ทิ้งไม่ได้ กลายเป็นหน้าที่ที่ต่างต้องมีให้กัน มีน้องหลายคนระบายให้ฟังว่า ตอนคบกับแฟนใหม่ ๆ มีเซ็กส์กันบ่อยมาก แต่หลัง ๆ แทบจะไม่มีเลย น้องเหล่านั้นจะเกิดความไม่มั่นใจ จะคิดว่าตัวเอง หมดความน่าสนใจ และท้ายสุดจะเกิดความระแวง ซึ่งมันอันตรายกับชีวิตคู่ ก็คิดว่า เซ็กส์จะช่วย ลดระยะห่างของภาวะต่าง ๆ และทำให้ชีวิตคู่มีความสุขได้

……………………………………………………………………….

แต่ดูเหมือนญรญ.มักจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้นะ(หรือเปล่า) มันเพราะเราเป็นผู้หญิงหรือเปล่า

อาจใช่ แม้แต่เราเองที่บางครั้งต้องการจากแฟนยังไม่กล้าพูดออกมาเลย เหมือนเป็นฝ่าย รอไม่
กล้าร้อง ขอ มันอายเหมือนกันนะ .. เรารู้จักน้องคนหนึ่ง เธอมองเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ กับอดีตแฟนเธอไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ แต่กับแฟนคนปัจจุบันเรื่องนี้มันแทบจะห่างหายไปจากชีวิตเธอ เธอพูดคุยกับเราแต่เธอไม่เคยบอกแฟนเธอเลย

……………………………………………………………………….

คาดหวังอะไรกับชีวิตแบบนี้บ้าง

ตอนมีแฟนคนแรกคาดหวังไว้มาก คิดว่าเราจะเดินจูงมือกันไปจนแก่เฒ่า ตอนมีแฟนคนที่สองเรา ไม่คาดหวังอะไรเลย คิดว่าอยู่ไปเรื่อย ๆ นานแค่ไหนก็แค่นั้น จนวันหนึ่งเหมือนมีความ หวังเพราะ แฟนชวนซื้อตึกขายข้าวต้มด้วยกัน แล้วกลับพลิกผันอีกครั้ง ถึงวันนี้ยอมรับเลยว่าเรา ปิดตัวเอง คนที่เข้ามาหา เราเป็นให้ได้แค่เพื่อนแค่พี่แค่น้อง มันกลัวนะ ไม่ได้กลัวจะเสียใจเพราะ ความหวัง
ที่อาจ เกิดขึ้นอีกพังทลาย แต่กลัววันที่เราชินกับการมีใครซักคนแล้ววันหนึ่งมันหายไป ตอนมีความรัก มันก็มีความสุข แต่ตอนมันจากไป ณ ตรงนั้นมันโหวงเหวงมาก เหมือนความเป็นเรา มันหายไปด้วย

……………………………………………………………………….

กลัววันข้างหน้า อนาคตมั้ย เพราะไม่มีลูกเหมือนพวกคนรักต่างเพศ

เรื่องไม่มีลูกไม่เคยกลัว เพราะพี่สาวกับพี่เขยเราก็ไม่มีลูก ตอนเค้าแต่งงานใหม่ ๆ (ตอนนั้นเรา มีแฟนแล้ว) พี่สาวกับพี่เขยถามว่าถ้าเค้ามีลูกไม่ได้เราอุ้มบุญให้ได้ไหม เราตอบทันทีเลยว่าได้ แล้วไม่มีปัญหาแย่งลูกแน่นอน เพราะเด็กคนนั้นถึงไม่ได้เป็นลูกแต่ก็เป็นหลานแท้ ๆ ของเรา วันนี้พี่สาวพี่เขยก็ยังไม่มีลูก เค้าตัดสินใจกันว่าแล้วแต่พระเจ้า แต่เรามีหลานสาวคนนึงนะ เป็นลูกพี่ชายค่ะ

……………………………………………………………………….

วางแผนเอาไว้ยังไงบ้างคะ

วันนี้เราไม่มีหนี้สินดั้งเดิมและหนี้สินรักษาแม่แล้ว เรามีบ้านอยู่ ไม่มีรถเพราะมันไม่จำเป็นกับชีวิตเรา เรามีงานทำมีรายได้ให้อยู่ได้ เหลือแบ่งให้เริ่มต้นเก็บสะสมทีละนิด .. วิถีชีวิตตอนนี้เป็น ชีวิตที่เราใฝ่ฝัน มาตลอดตั้งแต่เด็ก อยู่แบบไม่ต้องขวนขวายต่อสู้ เรียบง่าย .. เก็บหอมรอมริดไว้ใช้ตอนทำงานไม่ไหว

……………………………………………………………………….

แล้วมองสังคมไทยกับคนรักเพศเดียวกันยังไงคะ

มีการยอมรับมากขึ้น ผู้ใหญ่มองว่าเป็นแฟชั่นซักวันจะหายไป ทำให้สมัยนี้เราเห็น ทอมดี้วัยรุ่นกล้าที่จะ แสดงตัวในที่สาธารณะกันมาก แม้หลายครั้งหลายคู่มันผิดที่ผิดทาง สายตาคนทั่วไปมองว่านี่แหละ
วัยรุ่น ที่พูดนี่ไม่ได้หมายถึงว่ามีการยอมรับในแง่ที่ดีนะ บางคนมองเหยียดด้วยซ้ำ แต่ก็ยอมรับ ให้อยู่ในสังคมเปิดมากกว่าเดิม

ถ้ามองในเชิงลึกเราว่าสังคมไทยยังกีดกัน หลายเรื่อง เหมือนเราเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่เพิ่งจะได้การขยับ ขยายพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างสังคมหมู่มากกับการเปิดรับอะไรใหม่ ๆ จากต่างชาติ การออกมาเรียกร้องสิทธิหรือความเข้าใจ เหมือนตะโกนแทบตายแต่เสียงไปไกลแค่คืบ หลายครั้ง รู้สึกเหมือนจะได้รับความสนใจ แต่มันก็จะเลือนหายไป นาน ๆ ถึงจะมีการยอมรับเกิดขึ้นซักเรื่อง

เราขอพูดเสริมในความรู้สึกของเรา เราว่าการ ที่จะให้สังคมยอมรับเรามากขึ้น ไม่แบ่งแยกเราออก จากสังคม เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้ก่อน และไม่แบ่งแยกกันเอง เริ่มจากเรา เริ่มจากคุณ มันจะรวม กันได้มั่นคงจากภายในกลุ่ม แต่การรณรงค์แบบค่อย ๆ ซึมเข้าไปในสังคมก็สมควร ที่จะทำกันต่อไป พูดง่าย ๆ ถ้าทำชีวิตตัวเองให้ดี คนที่มองเราอยู่ก็จะลดข้อตำหนิเราลง ถ้าเรายังประชดประชัน ทำตัวให้แค่สะใจ จะให้คนที่มองเราอยู่รู้สึกดีได้ยังไง…

Share

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>