เรื่องของก๊อง’ส์

“เฮ้ยก๊อง’ส์ มึงไปลากไอ้แขกมาหน่อยสิ มันยืนด่ารุ่นพี่หน้าตึกห้าชั้นอยู่ว่ะ “

“พี่ป๋อมเหรอ มันนี่จีบไม่ดูราศีตัวเองอีกแล้ว”

เราพูดพลางหันมองปุ้มที่ยืนทำหน้าปูเลี่ยนข้างชิงช้าสีฟ้าในรั้วตะแบกสีม่วงของโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนเล็กๆ มีชื่อแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจรถขนส่งสินค้าใกล้สถานีรถไฟเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร

มันเป็นปีแรกในชีวิตที่เรามาหาความรู้ใส่ตัวในโรงเรียนที่ไม่มีเพื่อนนักเรียนชาย แต่เราก็ปรับตัวได้ค่อน ข้างดี แม้จะมีเหตุการณ์ประหลาดให้เห็นได้ทุกวัน บางเรื่องก็มาจากเจ้าแขกเพื่อนตัวดำปี๋ ตาลูกเบ้อเริ่ม ขนตาทั้งหนา ทั้งงอน ทั้งยาว มันชอบเดินขาโก่ง หัวเราะเสียงดัง พูดจามะนาวไม่มีน้ำ แถมมือหนักอีกต่างหาก เวลามันหัวเราะ เสียงมัน จะมาพร้อมมือพร้อมเท้าประจำ

ครั้งแรกที่เห็นหน้าแขกก็วันที่ไปนั่งจดตารางสอนนั่นแหละ มันนั่งลอยหน้าลอย ตาข้างหลังเรา แต่เท้ามันมาแกว่งๆ อยู่บนเก้าอี้เรา ส่วนเราก็ใช่อุจจาระมาจากไหน ฉายาไอ้ก๊อง’ส์หลังกอง (กองปราบสามยอดจ้ะ) ติดตัวมาตั้งแต่เล็กมีรึจะกลัว

แม่ชอบเล่าวีรกรรมให้ฟังบ่อยๆ อย่างตอนอนุบาลโดนครูหยิกแขนเขียว เราก็จะดื้อไม่ยอม ไปโรงเรียนจนแม่สงสัย พอแม่เห็นรอยจ้ำก็พาเราไปเอาเรื่องกับครูแล้วไม่ให้เราไปเรียนอีก

ตอนปอสี่ก็ถีบเพื่อนผู้ชายที่นั่งติดกันจนตกเก้าอี้หัวแตก เพราะมันไม่ให้เราลอกที่ครูจดบนกระดาน ปากก็จัดด่าเรา เรื่อย โธ่ ! ถ้าเรามองเห็นก็ไม่ขอมันลอกหรอก ตอนนั้นแม่ก็ไม่เชื่อว่าเรามองไม่เห็น เลยไม่ยอมพาไปตัดแว่น ยังดีที่น้องสาวแม่มาเห็นแล้วพาเราไป พออยู่ปอห้าครูเรียกแม่ไปพบด่วน ฝากคำพูดมาว่าเราร้ายเหลือเกิน (แต่เราไม่บอกแม่หรอก)

จะอะไรซะอีกถ้าไม่ใช่เราเตะต่อยกับเพื่อนผู้ชายสี่คนที่หลังวัด ก็เราเรียน โรงเรียนวัดนี่ ทะเลาะกันทีก็ตะโกนโหวกเหวก

“แน่จริง เย็นนี้เจอกันหลังวัดนะมึง ” แถว ๆ ศาลาสวดอภิธรรมนั่นล่ะ

เหตุการณ์นี้จำติดตาว่าตอนเรากับแม่เดินไปในห้องครู แม่ของเพื่อนทั้งสี่คนนั่นอึ้งไปเลย เพราะ สภาพลูกเค้าไม่คิ้วแตก ปากแตก ก็คางปูด เค้าก็ไม่คิดว่าลูกเค้าจะมาตีกับเด็กผู้หญิงละมัง เราก็
สะบัก สะบอมพอกัน แต่คิดว่าแม่คงชิน ไม่ก็เบื่อจะถาม เลยรอให้ครูมาเรียกเราจะได้เล่าทีเดียว
แน่เลย

พอขึ้นปอหกก็เอาไม้แทงผ้าใบวิ่งไล่รุ่นพี่ที่มาจีบพี่สาวถึงบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้พี่สาวได้จักรยาน
มา คัน เพราะรุ่นพี่ มันวิ่งหนีเรา แล้วทิ้งจักรยานเอาไว้แต่ไม่กล้ากลับมาเอาคืน ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พออยู่ปอวอชอ แม่อุตส่าห์พา ไปเรียน โรงเรียนแพงๆ สมัยนั้น เราก็ก่อเรื่องเหมือนเดิม ศักดิ์ศรีเด็ก รอบบ่ายมันพอกตามรูขุมขน กลุ่มเรามีสิบเอ็ดคน ผู้หญิงสี่ ผู้ชายเจ็ด เลิกเรียนจะเดินมากิน ก๋วยเตี๋ยวเรือแถวแยกราชเทวีทุกวัน

ระหว่างทางจะโดนนักเรียนโรงเรียนอื่นมาดักจิ๊กปากกาหมึกซึม ครั้งแรกโดนกันไปสามสี่คน ต่อมาพวกเราไม่ยอม เลยตีกัน ตกถนนทั้งผู้หญิงผู้ชาย หลัง ๆ เพื่อนผู้ชายจะให้ผู้หญิงเดินนำไปก่อน พอผู้ชายโดนดักตี พวกเรา นี่แหละ จะคอยวิ่งตะโกนบอก “ตำรวจมา ๆ ” บางครั้งปากก็ตะโกน ขาก็วิ่ง มือก็คว้าไม้วิ่งมาช่วยเพื่อน แต่เราก่อเรื่อง ไม่นานนักหรอก เราลาออกตอนปีสองเทอมสอง เพราะแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนพร้อมกันสามคน

ตั้งแต่เด็กเราจะเห็นสภาพครอบครัวอดอยาก หนี้สินรุงรัง พ่อเล่นพนันทุกชนิด ส่วนแม่ยิ่งกว่า โอชินซะอีก อะไรที่ ขายแล้วได้เงินแม่ขายหมด แม่พยายามหมุนหามาส่งให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ ทุกวันหยุด ทุกปิดเทอม เราจะช่วย แม่ส่งข้าวส่งก๋วยเตี๋ยว แบกเข่งทุเรียน วิ่งขายขนมปัง รับจ้าง ทำความสะอาด รับจ้างเขียนหวยก่อนวันหวยออก ทำข้าว ต้มมื้อดึกให้ลูกค้าในบ่อนเล็กๆ ทำความ สะอาดตอนบ่อนเลิก (แต่แปลกนะที่เราเล่นไพ่เล่นหวยไม่เป็น ไม่เคยคิด อยากเล่นด้วยซ้ำ) ยังอีกเยอะมากเขียนไม่หมด

อ้าว .. เราไถลไปซะไกลเลย กลับมาที่แขกเพื่อนมัธยมเราดีกว่า วันที่เห็นเท้าแขกมาแกว่งๆ บนเก้าอี้ เราก็นั่งทับ ไปเลย แขกมันร้องซะลั่นห้อง พอมันลุกได้จะมาหาเรื่องเราอีกนะ ตอนนั้นเราตัวบางกว่า แต่สายตาเราคงกระด้างกว่า แขกมันเลยหัวเสียน่าดู นึกแล้วก็ขำดี จำไม่ได้แล้ว ว่าเรามาเป็น เพื่อนกลุ่มเดียวกันได้ยังไง

จำได้แค่ว่าถ้าเมื่อไหร่แขกไปยืนด่าสาวใด ปุ้มจะเดินเอื่อยๆ มาเรียกเราไปลากมันกลับมา ที่ชิงช้าประจำกลุ่มทุกที ครั้งแรกที่รู้ว่าแขกรักผู้หญิงคงเป็นตอนเข้าห้องประชุมรวมทุกชั้นปี ด้วยที่ห้องประชุมใหญ่มาก มีสามประตู กำแพง ส่วนหลังจะเป็นอิฐบล็อกเป็นช่องๆ พวกเราอยู่มอ หนึ่งห้องแปด แถวนั่งจะอยู่หลังสุด วันนั้นแขกไม่ได้เข้าประชุม ปุ้มชี้ให้เราดูใต้บันไดนอกห้อง พอเรามองลอดช่องก็เห็นแขกซุกตัวฟัดอยู่กับสาวห้องไหนก็ไม่รู้ ประเจิดประเจ้อ เห็นทั้งขา ท้อง อก คงไม่ใช่เราคนเดียวหรอกที่เห็น เพราะแขกคงรู้สึกตัวว่าโดนมอง มันหันมาเจอเราทำ หน้าประหลาด ซักพักมันก็ลากสาวเจ้าคนนั้นมุดประตูหลังห้องเข้ามานั่งนอกแถว

เหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่จำความได้ไม่ได้ผลักดันให้เรารักผู้หญิง เพียงแต่รู้ว่าโลกกว้าง นี้มีผู้หญิงคบหา กันเองเยอะมาก (โลกกว้างในโรงเรียนแคบน่ะ) แล้วเราก็ไม่เคยรักผู้ชายเหมือนกัน ความรู้สึกรักในช่วงวัยรุ่นไม่มีเลย มีแต่ทำงาน หาเงินแล้วก็ปลด หนี้ จนเราอายุสามสิบ เหมือนกับ มันว่างจากการหาเงิน เราเริ่มเงย หน้ามองเพื่อน ๆ ที่แต่งงาน มีลูก ถึงได้รู้สึกว่าเออนะ เราไม่เคย มีแฟนเลย แต่มันก็ไม่ได้กระตุ้น ต่อมอยาก มีแฟนมากนัก เพราะแฟนคนแรก ของเรา มาตอนเรา อายุสามสิบหกแล้วล่ะ มาแบบไม่รู้ตัว ไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเราถามแฟนว่าบอกพ่อแม่เราได้มั๊ย เค้ากลัวนะ แต่เราไม่กลัว เพราะคิดว่าพ่อแม่ไว้ใจเรามาตลอด แล้วก็จริงอย่างที่คิด

วันที่บอกพ่อกับแม่ว่าเพื่อนคนที่มาบ้านบ่อย ๆ หลายเดือนนี้เป็นแฟนเรา เราเห็นพ่อแม่ยิ้มแล้วพูดว่า “อยู่เป็น เพื่อนกันดี ๆ นะ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ” พอบอกพี่ชายกับพี่สะใภ้ พวกเค้าก็พูดว่า “ดีแล้ว มีแฟนซักที ” จะมีก็แค่พี่สาวไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดขวางอะไร เราถามพ่อแม่ว่าไม่โกรธ หรือแปลกใจบ้างเหรอที่เรามีแฟน เป็นทอม พวกเค้าพูดเสียงหนักแน่นว่า “ตอนเจอเพื่อนๆ เค้าจะ ภูมิใจทุกครั้งที่เพื่อนพูดว่าพวก เค้าโชคดีที่ลูก ทุกคนเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ทำใครท้อง ไม่ท้อง ก่อนแต่ง เราทำให้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” ตอนนั้นเราซาบซึ้ง จนน้ำตาร่วงเลย

ความรักครั้งแรกมันมาเร็วเหมือนพายุ แล้วมันก็ไปเร็วเหมือนกัน คบกันไม่กี่เดือนก็จบ ตอนนั้นเจ็บ หนักมาก เราร้องไห้ ทุกคืนแต่ไม่เคยมีใครเห็น เพราะคิดว่าเราเลือกที่จะรักเอง พอเจ็บก็ต้องรับ ไว้เองเหมือนกัน กว่าพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิท ที่ทำงานจะรู้ว่าเราอกหักก็หลายเดือนผ่านไปแล้วล่ะ

อกหักได้เกือบปีเราก็เจอแฟนใหม่ ตอนนั้นแม่ไม่สบายมากเค้าก็เป็นห่วงที่เห็นเราดูแลแม่คนเดียว เค้าเลยมาอยู่กับ เราที่บ้าน เค้าทำกับข้าวอร่อย ทำสวน ปลูกต้นไม้ ขัดพื้น คอมพิวเตอร์ก็เก่ง กว่าเราเยอะ ตอนที่พ่อเรายังไม่มาอยู่ด้วยกันอย่างถาวร ถ้าวันไหนที่เรามีงานเค้าจะช่วยดูแลแม่ให้ เค้าจะคอยเตือนเราเสมอว่าอย่ารักเค้ามากนัก หัดอยู่ให้ได้โดยไม่มีเค้า แต่ความรักก็คือความรัก มันไหลลื่นพอกพูนไปตามเวลา แม้รักครั้งนี้เราจะระวังตัวมากขึ้น

แต่วันที่คิดเผื่อไว้ก็มาถึงหลังจากเราอยู่ด้วยกันครบปี เค้าจำเป็นต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านตัวเอง จะว่าความห่าง ในช่วงหลายเดือนที่แยกกันอยู่ หรือความเหนื่อยหนักจากหน้าที่การงานและ
เศรษฐกิจ ทำให้ครึ่งปีหลัง จากนั้นเค้า ขอลดความสัมพันธ์เหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนต่อกัน (ขอเป็นแค่เพื่อนอีกแล้ว) อย่าถามเลยนะว่าเราเจ็บปวดมั๊ย เพราะแน่นอนว่าเราเจ็บปวดมาก แต่เรามีสติแล้วก็ดีใจมากกว่าครั้งก่อนที่คำว่าเพื่อนมันไม่ได้เหลือเพียงคำพูด แต่เรายัง ไหว้วานในเรื่องต่างๆ กันได้ ยังโทรศัพท์หากันได้แม้ไม่บ่อย ทุกคนในครอบครัวเรายังรักเค้าเสมอ เพื่อนสอง สามคนที่รู้เรื่องเรายังคงได้ยินเรื่องดี ๆ ของเค้าจากปากของเราเสมอเช่นกัน

ครั้งหนึ่งเค้าเคยพูดกับเราว่า “ถ้าแฟนคนแรกของเราไม่เป็นผู้หญิง เราก็จะไม่เป็นเลสเบี้ยนแน่” แต่เรามั่นใจตัวเองว่า “ถ้าแฟนคนแรกของเราไม่เป็นผู้หญิง เราก็จะไม่เคยมีแฟนแน่” เพราะตลอด การเดินทางของเรา มีผู้ชายมาจีบบ้างเหมือน กันแต่เราไม่เคยรู้สึกชอบหรือรักและเจ็บปวดเหมือน ทั้งสองครั้งที่เราได้สัมผัส

วันที่อายุเรามาเกือบถึงสามสิบเก้าเต็มอยู่รอมร่อ เรายังคงมองว่าความรักสวยงาม แต่จิตใจของเรามัน อ่อนล้าเกิน กว่าที่จะรับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออาจจะอีกหลายครั้งไหว เราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะพบ ความรักครั้งใหม่เมื่อไหร่ เพราะวันนี้คุณค่าของคำว่า “เพื่อน ” มันมากมายและยืนยาวกว่า ความรักหลายขุมทีเดียว

ขอบคุณผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาให้เรารัก มันอบอุ่นและอ่อนหวานอยู่กับหัวใจของเราเสมอ แม้ความ เจ็บปวดจะซึมแทรก ออกมาให้สะดุ้งเป็นระยะ แต่ความบริสุทธิ์ของความเป็นเพื่อน ที่ไม่ใช่เพียง คำพูดจะ ชะล้างสีแดงหม่น ให้มีสีสันสดใส ได้ในวันหนึ่ง

ยินดีเป็นเพื่อนอย่างไร้สิ่งแอบแฝงกับเธอตลอดไป หวังว่าเธอจะคิดเหมือนกัน

ปอลอ แขกเพื่อนรัก เราได้ข่าวว่าตอนนี้นายสวย เซ็กซี่มากมาก แถมมีสามีเป็นฝรั่งมังค่าซะด้วย คราวหน้าถ้า นายกลับมาเราคงได้เจอนายบ้างนะ … อยากเห็นนาย สวย เซ็กซี่จังเลย มันนึกภาพไม่ออกน่ะแก ๕๕๕๕๕๕

Share

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>