วัฒนธรรมเกลียดตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ ฯลฯ

นอกจากนี้

“กระทรวงวัฒนธรรมจะมีการจัดระเบียบเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ให้มีการเปิดรับผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเข้าทำงาน” (ไทยโพสต์, 4 มิถุนายน 2547)

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกนำเสนอ ท่านรองปลัดได้ออกมาปฏิเสธว่าท่านไม่ได้พูดอะไรอย่างที่เป็นข่าวและกล่าวว่าท่าน ”ยืนอยู่ในหลักการที่ว่าเขามีสิทธิที่จะพิจารณาหรือปฏิบัติตนในเรื่องทางเพศได้ไม่มีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญข้อใดระบุว่าห้ามบุคคลประเภทนี้รับราชการ และก็ไม่ได้มองว่าบุคคลเหล่าเป็นบุคคลน่ารังเกียจ” (ข่าวสด, 5 มิถุนายน 2547)

“อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีกฎกติกาใด ห้ามรับกลุ่มรักร่วมเพศแต่อยากให้ตระหนักในตัวเขาเองมากกว่า เพราะเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน ที่สังคมยังไม่ยอมรับหากทำอะไรก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจ และอยากขอความร่วมมือ ไม่ควรจัดกิจกรรม ในเชิงยั่วยุที่จะทำให้เอาเป็นแบบอย่าง อยากให้ช่วยกันพัฒนาสังคมจะดีกว่า” (คม ชัด ลึก, 5 มิถุนายน 2547)

ประเด็นนี้ดูจะจบลงไปได้ ท่ามกลางความงุนงงของผู้คนที่สนใจในเรื่องนี้ ดูเหมือนคนของรัฐจะมองว่า มีสิ่งที่เรียกว่า เป็น ‘วัฒนธรรมไทย’ ที่สอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกันและมีกรอบที่ชัดเจน อะไรที่ต่างไปนับว่าเป็นความ เบี่ยงเบน และไม่เหมาะสมที่จะเป็นผลเสียต่อสังคมและเรื่องที่ถูกจัดว่าเป็นความไม่ดีไม่งามอยู่เสมอก็มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เพศสภาพ และเพศวิถี แม้แต่คนมีลักษณะปรากฏไม่ตรงกับเพศสรีระของตนก็เป็นเรื่องได้ ยิ่งถ้ามีรสนิยมประเภทรัก หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเพศสรีระแบบเดียวกันยิ่งแล้วใหญ่


อันที่จริงพี่ๆ น้องๆ ในขบวนการเกย์และเลสเบี้ยนเขาพยายามจะสื่อมานานแล้วว่าการ ข้ามเพศกับการรัก/ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกันเป็นคนละเรื่องกัน และไม่จำเป็นจะต้องมาด้วยกันเป็นแพ็คเกจด้วย แต่การแยกแยะความต่างนี้ดูจะไม่สำคัญสำหรับคนที่เชื่อในกรอบความถูกต้องที่ชัดเจนชุดเดียวในการดำเนินชีวิตทางสังคม เพราะอะไรที่หลุดไปจากกรอบที่เข้มงวดนี้ก็เป็นเรื่องไม่ได้เหมือนๆ กัน

ท่าทีเช่นนี้ของรัฐดูจะสวนกระแสพหุนิยมที่ให้ความสำคัญกับการตระหนักและยอมรับในการดำรงอยู่ของกรอบความเชื่อความหมาย วิถีชีวิต รสนิยม มาตรฐานความดีงามที่แตกต่างกัน โดยการตัดสินว่าอะไรถูก กว่าดีกว่า ในหลายๆ เรื่องกลายเป็นการตีขลุมว่าอะไรที่เราเชื่อนั้นดีเลิศและถูกต้อง ส่วนคนอื่นที่คิดไม่เหมือน หรือชอบ ไม่เหมือนเราเป็นพวกเบี่ยงเบนไม่ถูกต้อง แล้วก็ใช้อำนาจในรูปแบบต่างๆ บีบบังคับให้คนอื่นเป็นเหมือนเรา

ประสบการณ์ของระบบการเมืองและสังคมที่ยึดอยู่กับภาพลวงตาของกรอบความเชื่อและมาตรฐานความดีงามชุดเดียว บอกให้เรารู้ว่าการมองไม่เห็นหรือปฏิเสธความต่างในหลายแง่มุมได้นำไปสู่ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงทำร้ายประหัตประหารกันในระดับต่างๆ

การปฏิเสธการดำรงอยู่ของวิถีแห่งศรัทธาและโลกทรรศน์ที่ต่างไปได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของหลายรัฐรวมทั้งรัฐไทยอย่างที่เราได้เห็นการใช้ความรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในกระแสการปะทะเชิงอารยธรรมที่ยืดเยื้อ ทางออกที่นักคิดหลายคนเห็นคล้ายๆ กันคือการยอมรับและอยู่กับความหลากหลายนี้

ที่น่าแปลกก็คือรัฐไทยซึ่งประสบกับการท้าทายและการใช้ความรุนแรงเพราะการที่รัฐปฏิเสธความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมกลับมีแนวนโยบายและท่าทีในหลายเรื่องที่ออกจะสวนทางกับการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในแง่มุมต่างๆ ของคนในสังคม ทั้งที่กฎกติกาที่เป็นทางการก็พยายามจะให้พื้นที่กับความหลากหลายนั้น

อย่างไรก็ตามกรอบกติกาทางการเมืองที่รับรองสิทธิและเสรีภาพหลายประการทำให้การควบคุมอย่างตรงไปตรงมาของรัฐเป็นไปได้ยากขึ้น การห้ามสื่อเผยแพร่งานของคนบางกลุ่มหรือวิถีชีวิตบางประเภท รวมทั้งการกำหนด เกณฑ์การคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการโดยปฏิเสธลักษณะบางประเภทหรือคนบางกลุ่มกลายเป็นการเลือกปฏิบัติ และการกีดกันที่ขัดกับกรอบกติกาของการเมืองที่เป็นทางการได้ แม้ว่าลักษณะหลายๆ ประการอย่างพฤติกรรม ข้ามเพศจะถูกมองว่าไม่เหมาะกับงานบางประเภทหรือกระทบภาพลักษณ์ของหน่วยงานได้


การต่อสู้ในประเด็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตจึงสนุกสนานขึ้นมากเพราะกรอบกติกาของระบบการเมืองใหม่ทำให้คนกลุ่มต่างๆมีภาษาและช่องทางที่จะโต้แย้งและปฏิเสธการตีขลุมหรือบีบบังคับของหน่วยงานของรัฐได้มาตรการของรัฐที่ตรงไปตรงมาจึงเป็นไปได้ยากขึ้นและต้องอาศัยความคลุมเครือและซับซ้อนมากกว่าเดิม


หน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านวัฒนธรรมซึ่งต้องสัมผัสแตะต้องตัวตนและวิถีชีวิตของผู้คนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงจากการโต้แย้งต่อรองกับคนกลุ่มต่างๆ ในประเด็นเหล่านี้ในพื้นที่ทางสังคม ซึ่งมีเวทีต่างๆ สำหรับคนหลายกลุ่ม ที่ไม่มีที่ทางในพื้นที่ของการเมืองที่เป็นทางการได้นำเสนอ ถกเถียง แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวิถีของตน รวมทั้งการสร้าง ชุมชนเฉพาะกลุ่มด้วย เราได้เห็นประเด็นอย่างคนข้ามเพศ และการรักหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับ คนเพศเดียวกันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมทางปัญญาและการหาความรู้ในมหาวิทยาลัยหรือการเคลื่อนไหว ทางสังคมบนท้องถนน ร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟของกรุงเทพฯ

น่าสนใจว่าคนของรัฐก็พอจะตระหนักอยู่ว่าการจัดการควบคุมในพื้นที่ทางสังคมเป็นไปได้ยากบรรดาขบถทางเพศที่อาจจะรู้สึกว่าตนเองช่างไร้อำนาจโดยสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐรวมศูนย์อย่างรัฐไทยแท้ที่จริงก็มีวิธีการในการต่อรองกับรัฐอยู่พอสมควร และหลายๆ วิธีที่ว่านั้นเป็นการไม่แยแสกับอำนาจรัฐ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ ทั้งหลายที่รัฐหยิบยื่นให้เพื่อให้พลเมืองสยบยอมอย่างการยอมรับและคุ้มครองโดยกฎหมายหรือการให้สวัสดิการต่างๆ

ในบริบทเช่นนี้ การจะบอกหรือสั่งพลเมืองของรัฐอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องทำหรือไม่ทำอะไร ทำให้เกิดการตั้ง คำถามและท้าทายคงเพราะอย่างนี้หน่วยงานของรัฐจึงต้องถอยกลับไปสู่การเรียกร้องให้คนในสังคม ‘ใช้จิตสำนึก’ ในการเลือกวิถีปฏิบัติและการดำเนินชีวิต.

 

บทความ โดย ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ /จากคอลัมน์ หมายเหตุการณ์ นิตยสารเนชั่นสุดสับปดาห์ฉบับที่ 628

 


 

Share

Pages: 1 2

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>